คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12094/2556 ฉบับเต็ม

#559137
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12094/2556 นายวิชัย พละพงค์พานิช โจทก์ บริษัทเหมืองแร่สากล จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 145 วรรคหนึ่ง, มาตรา 271 ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 731 และ 733 ถนนสีลมเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 และในวันเดียวกันจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสี่ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร พบว่าโจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่731 และ 733 ให้แก่นายกฤษนันท์ ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่ ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยไม่มีการขอทุเลาการบังคับคดี จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงขอบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายกฤษนันท์ ไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก็ตาม แต่อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วก็ยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่อยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไปด้วย เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท กับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วิวรรต นิ่มละมัย-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางสาวสมปรารถนา เกิดสว่างเนตร ศาลอุทธรณ์ - นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3930/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ983/2546 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ10837/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559137
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางสาวสมปรารถนา เกิดสว่างเนตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายธนัทกฤตย์ วงศ์นิติอังกูร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980214"
    }
}
date
2556
deka_no
12094/2556
deka_running_no
12094
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 145 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 271"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวิชัย พละพงค์พานิช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเหมืองแร่สากล จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 731 และ 733 ถนนสีลมเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546) จนกว่าจะส่งมอบที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 และในวันเดียวกันจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2550 จำเลยทั้งสี่ตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร พบว่าโจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์เลขที่731 และ 733 ให้แก่นายกฤษนันท์ ไปเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกต่อไป ไม่มีสิทธิขอให้บังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่ ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าไม่มีเหตุเพิกถอนหมายบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้ความว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9392 และ 31476 ตำบลสีลม (สาธร) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยไม่มีการขอทุเลาการบังคับคดี จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โจทก์จึงขอบังคับคดีศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2550 แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่10 พฤศจิกายน 2549 โจทก์ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายกฤษนันท์ ไปแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่าโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาล โจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสี่ซึ่งอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยละเมิดสิทธิของโจทก์ แม้ภายหลังฟ้องคดีแล้ว โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทให้แก่บุคคลอื่นไปแล้วก็ตาม แต่อำนาจฟ้องของโจทก์ที่บริบูรณ์อยู่แล้วก็ยังคงมีผลอยู่ต่อไป อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสี่อยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต้องระงับสิ้นไปด้วย เมื่อจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท กับชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงชอบที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสี่มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ983/2546
primary_red_case_no
พ10837/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000360.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3930/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556