คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17836/2556 ฉบับเต็ม

#559178
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17836/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี โจทก์ เด็กหญิง อ. กับพวก โจทก์ร่วม นายทวีศักดิ์ หนูรุ่ง จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 279 วรรคหนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะปรากฏว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยถือไม้ขนาดใหญ่กว่าแขนของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงจำต้องทำตามที่จำเลยบอกเพราะกลัว แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำฟ้อง การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง อ. และนางอารมย์ ผู้เสียหายทั้งสอง ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ถูกกระทำชำเรา เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ถูกละเมิดอำนาจปกครอง เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อีกทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะเพศเพียงเล็กน้อย ส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่ถูกละเมิดอำนาจปกครอง เป็นเงิน 200,000 บาท ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ หากศาลวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจำเลยก็ควรต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เกิน 10,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เกิน 5,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกประกอบวรรคสาม, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่จำเลยไม่ต้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ตามสำเนาสูติบัตร โจทก์ร่วมที่ 1 พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 10 ซอยเวียงสระ ตำบลสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของจำเลย ส่วนนายสมเพียร บิดาโจทก์ร่วมที่ 1 นั้นถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา จำเลยประกอบอาชีพซื้อขายน้ำยางพารา ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีสิทธิพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสะเดา โดยกล่าวหาว่า ในวันและเวลาดังกล่าวจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แล้วกระทำการล่วงละเมิดทางเพศโดยการใช้ลิ้นเลียและใช้ปากดูดอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของตนเอง พันตำรวจตรีสิทธิพลรับคำร้องทุกข์แล้วส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไปตรวจชันสูตรร่างกายที่โรงพยาบาลสะเดา ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ วันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยเข้ามอบตัว พันตำรวจตรีสิทธิพลสอบสวนจำเลยโดยแจ้งข้อหาว่า กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 พันตำรวจตรีสิทธิพลแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่า พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและใบต่อคำให้การ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีเพียงโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยาน ซึ่งย่อมจะต้องเบิกความเพื่อปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษ คำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหานั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำการตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น โดยแม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยถือไม้ขนาดใหญ่กว่าแขนของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงจำต้องทำตามที่จำเลยบอกเพราะกลัว แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำฟ้อง การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง เท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ลงโทษจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (วิรุฬห์ แสงเทียน-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-วรงค์พร จิระภาค) ศาลจังหวัดนาทวี - นายอรรถพร เพชรแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางวิไล นภานุเคราะห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6592/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1395/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2047/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559178
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนาทวี",
        "judge": "นายอรรถพร เพชรแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นางวิไล นภานุเคราะห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979517"
    }
}
date
2556
deka_no
17836/2556
deka_running_no
17836
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "วรงค์พร จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 279 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนาทวี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "เด็กหญิง อ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายทวีศักดิ์ หนูรุ่ง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง อ. และนางอารมย์ ผู้เสียหายทั้งสอง ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ถูกกระทำชำเรา เป็นเงิน 500,000 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ถูกละเมิดอำนาจปกครอง เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง อีกทั้งโจทก์ร่วมที่ 1 ก็ได้รับบาดเจ็บที่อวัยวะเพศเพียงเล็กน้อย ส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 2 อ้างว่าได้รับความเสียหายเพราะเหตุที่ถูกละเมิดอำนาจปกครอง เป็นเงิน 200,000 บาท ก็เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ หากศาลวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจำเลยก็ควรต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เกิน 10,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เกิน 5,000 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรกประกอบวรรคสาม, 317 วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 8 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี รวมจำคุก 14 ปี ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท และ 100,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่จำเลยไม่ต้องใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสอง และจำเลยมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2542 เป็นบุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ตามสำเนาสูติบัตร โจทก์ร่วมที่ 1 พักอาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 2 ที่บ้านเลขที่ 10 ซอยเวียงสระ ตำบลสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของจำเลย ส่วนนายสมเพียร บิดาโจทก์ร่วมที่ 1 นั้นถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา จำเลยประกอบอาชีพซื้อขายน้ำยางพารา ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 พาโจทก์ร่วมที่ 1 ไปร้องทุกข์ต่อพันตำรวจตรีสิทธิพล พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสะเดา โดยกล่าวหาว่า ในวันและเวลาดังกล่าวจำเลยพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร แล้วกระทำการล่วงละเมิดทางเพศโดยการใช้ลิ้นเลียและใช้ปากดูดอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของตนเอง พันตำรวจตรีสิทธิพลรับคำร้องทุกข์แล้วส่งโจทก์ร่วมที่ 1 ไปตรวจชันสูตรร่างกายที่โรงพยาบาลสะเดา ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ วันที่ 28 เมษายน 2552 จำเลยเข้ามอบตัว พันตำรวจตรีสิทธิพลสอบสวนจำเลยโดยแจ้งข้อหาว่า กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำเลยให้การปฏิเสธ วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 พันตำรวจตรีสิทธิพลแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่า พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำเลยให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาและใบต่อคำให้การ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีเพียงโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยาน ซึ่งย่อมจะต้องเบิกความเพื่อปรักปรำให้จำเลยได้รับโทษ คำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหานั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยกระทำการตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ดังกล่าวจริง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น โดยแม้ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองจะปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยถือไม้ขนาดใหญ่กว่าแขนของโจทก์ร่วมที่ 1 โจทก์ร่วมที่ 1 จึงจำต้องทำตามที่จำเลยบอกเพราะกลัว แต่โจทก์ก็มิได้บรรยายข้อเท็จจริงดังกล่าวมาในคำฟ้อง การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ลงโทษจำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1395/2552
primary_red_case_no
อ2047/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000354.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6592/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556