คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2557 ฉบับเต็ม

#559313
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 403/2557 การไฟฟ้านครหลวง โจทก์ นางสาวอนงค์หรือศิริพร อภิวงค์งาม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1), มาตรา 193/30 แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้า แต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 อันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้า โดยมีการสลับสายนิวตรอนทางด้านเข้าเครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้า และสร้างสายดินพิเศษภายในบ้านนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศ มีผลทำให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 ที่ต้องฟ้องต่อศาลภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,342.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,342.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนสิทธิการใช้ไฟฟ้าบ้านเลขที่ 301/665 หมู่บ้านกิตตินิเวศน์ ซอยสุภาพงษ์ 2 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากบริษัทเกียรติวัฒน์แลนด์ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์จนกว่าจะบอกเลิกการใช้ไฟฟ้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบ และจะปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการของโจทก์ ประมาณเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองบ้านและเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์ตรวจพบว่า มีการสลับสายที่ด้านเข้าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าและสร้างสายดินพิเศษภายในบ้าน โดยนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศเป็นผลทำให้เครื่องวัดดังกล่าวแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการผิดข้อบังคับของโจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมชำระค่าเบี้ยปรับเป็นเงิน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ยังตรวจสอบพบว่า เครื่องวัดดังกล่าวแสดงผลการใช้ลดลงผิดปกติตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าใหม่ให้ถูกต้องแล้ว จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มอีก 142,342.10 บาท ตามรายการเก็บเงินเพิ่มค่าไฟฟ้า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า หนี้ค่าไฟฟ้าในคดีนี้โจทก์คิดผ่านเครื่องวัดไฟฟ้าตามปกติตั้งแต่รอบการจดหน่วยวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถึงรอบจดหน่วยวันที่ 16 ตุลาคม 2546 โจทก์สามารถทวงถามได้แต่วันดังกล่าว โจทก์มาฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 เกินกำหนด 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าแต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 อันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ แต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้าอันสืบเนื่องมาจากมีการสลับสายนิวตรอนทางด้านเข้าเครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้า และสร้างสายดินพิเศษภายในบ้านนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศ มีผลทำให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ที่ต้องฟ้องต่อศาลภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมานั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามปกติซึ่งข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประมวญ รักศิลธรรม-ธีระพงศ์ จิระภาค-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายกิตติพงศ์ ทองปุย ศาลอุทธรณ์ - นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3414/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3830/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ18519/2550 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559313
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายกิตติพงศ์ ทองปุย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978846"
    }
}
date
2557
deka_no
403/2557
deka_running_no
403
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/34 (1)",
            "ม. 193/30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การไฟฟ้านครหลวง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวอนงค์หรือศิริพร อภิวงค์งาม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,342.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,342.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 13 มีนาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับโอนสิทธิการใช้ไฟฟ้าบ้านเลขที่ 301/665 หมู่บ้านกิตตินิเวศน์ ซอยสุภาพงษ์ 2 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จากบริษัทเกียรติวัฒน์แลนด์ จำกัด โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระค่าไฟฟ้าให้แก่โจทก์จนกว่าจะบอกเลิกการใช้ไฟฟ้าเป็นลายลักษณ์อักษรให้โจทก์ทราบ และจะปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการของโจทก์ ประมาณเดือนมีนาคม 2544 จำเลยที่ 2 เข้าครอบครองบ้านและเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว ต่อมาโจทก์ตรวจพบว่า มีการสลับสายที่ด้านเข้าเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าและสร้างสายดินพิเศษภายในบ้าน โดยนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศเป็นผลทำให้เครื่องวัดดังกล่าวแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการผิดข้อบังคับของโจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมชำระค่าเบี้ยปรับเป็นเงิน 5,000 บาท ให้แก่โจทก์แล้ว และโจทก์ยังตรวจสอบพบว่า เครื่องวัดดังกล่าวแสดงผลการใช้ลดลงผิดปกติตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 โจทก์คำนวณค่าไฟฟ้าใหม่ให้ถูกต้องแล้ว จำเลยทั้งสองต้องชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มอีก 142,342.10 บาท ตามรายการเก็บเงินเพิ่มค่าไฟฟ้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้า หนี้ค่าไฟฟ้าในคดีนี้โจทก์คิดผ่านเครื่องวัดไฟฟ้าตามปกติตั้งแต่รอบการจดหน่วยวันที่ 18 สิงหาคม 2542 ถึงรอบจดหน่วยวันที่ 16 ตุลาคม 2546 โจทก์สามารถทวงถามได้แต่วันดังกล่าว โจทก์มาฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าเป็นค่าสินค้าเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2549 เกินกำหนด 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะเป็นผู้ประกอบการค้าแต่โจทก์มิได้ฟ้องเรียกค่ากระแสไฟฟ้าจากจำเลยที่ 1 อันเป็นธุรกิจทางการค้าตามปกติของโจทก์ แต่ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาการใช้ไฟฟ้าอันสืบเนื่องมาจากมีการสลับสายนิวตรอนทางด้านเข้าเครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้า และสร้างสายดินพิเศษภายในบ้านนำกระแสไฟฟ้าไปใช้กับเครื่องปรับอากาศ มีผลทำให้เครื่องวัดแสดงหน่วยการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าความเป็นจริง อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับของโจทก์ว่าด้วยการใช้ไฟฟ้าและบริการ แม้โจทก์จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปเพิ่มอีกร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็หาใช่เป็นการเรียกค่ากระแสไฟฟ้าที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระไม่ แต่เป็นการฟ้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยถือเอาค่ากระแสไฟฟ้าที่ขาดหายไปมาเป็นค่าสินไหมทดแทน จึงไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ที่ต้องฟ้องต่อศาลภายในกำหนดอายุความ 2 ปี แต่ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยที่ 1 อ้างมานั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ชำระเงินค่ากระแสไฟฟ้าที่ผ่านเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามปกติซึ่งข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3830/2549
primary_red_case_no
พ18519/2550
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000348.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3414/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557