คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14102/2556 ฉบับเต็ม

#559335
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14102/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายธเนศ ทองมณโฑ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 15 ป.อ. มาตรา 56, มาตรา 78 ป.วิ.พ. มาตรา 323 ป.พ.พ. มาตรา 334 (2) การที่ระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่แล้ว ทั้งฎีกาของจำเลยก็อ้างเหตุที่จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุหนึ่งที่ขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ขอวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและศาลฎีกานำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่การวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น เมื่อต่อมาปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบตะกั่ว (ลูกกระสุนปืน) และปลอกกระสุนปืนของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยยื่นฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยพร้อมยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและนัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว วันที่ 18 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งผู้เสียหายให้มารับเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 20 กันยายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงิน 20,000 บาท ที่วางศาลเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย อ้างว่าศาลฎีกาไม่ได้ยกข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเพื่อเป็นคุณแก่จำเลย การวางเงินดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และผู้เสียหายยังมิได้รับเงินไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เรื่องนี้ปรากฏในฎีกาของจำเลยและศาลฎีกาได้พิจารณาข้ออ้างของจำเลยแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยเจตนามอบเงินให้ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะมารับไป แม้ผลคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไม่เป็นคุณแก่จำเลย ก็หามีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย การที่ระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่แล้ว ทั้งฎีกาของจำเลยก็อ้างเหตุที่จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุหนึ่งที่ขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ขอวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและศาลฎีกานำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่การวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น เมื่อต่อมาปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 ว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี-พศวัจณ์ กนกนาก) ศาลจังหวัดนครปฐม - นายอาทิตย์ สารทวาทา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายกมล คำเพ็ญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2487/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ919/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2668/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559335
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครปฐม",
        "judge": "นายอาทิตย์ สารทวาทา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายกมล คำเพ็ญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979768"
    }
}
date
2556
deka_no
14102/2556
deka_running_no
14102
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "พศวัจณ์ กนกนาก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56",
            "ม. 78"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 323"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 334 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธเนศ ทองมณโฑ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 80, 91, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบตะกั่ว (ลูกกระสุนปืน) และปลอกกระสุนปืนของกลาง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 10 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยยื่นฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยพร้อมยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยและนัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หลังจากอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังแล้ว วันที่ 18 กันยายน 2555 ศาลชั้นต้นออกหมายแจ้งผู้เสียหายให้มารับเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 20 กันยายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงิน 20,000 บาท ที่วางศาลเพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย อ้างว่าศาลฎีกาไม่ได้ยกข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเพื่อเป็นคุณแก่จำเลย การวางเงินดังกล่าวจึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และผู้เสียหายยังมิได้รับเงินไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เรื่องนี้ปรากฏในฎีกาของจำเลยและศาลฎีกาได้พิจารณาข้ออ้างของจำเลยแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยเจตนามอบเงินให้ผู้เสียหายเพื่อบรรเทาผลร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะมารับไป แม้ผลคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไม่เป็นคุณแก่จำเลย ก็หามีสิทธิขอรับเงินดังกล่าวคืนไม่ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงิน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย การที่ระหว่างฎีกา จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลฎีกาวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องของจำเลยให้นัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้เสียหายว่าประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่แล้ว ทั้งฎีกาของจำเลยก็อ้างเหตุที่จำเลยวางเงิน 20,000 บาท เพื่อบรรเทาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย เป็นเหตุหนึ่งที่ขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยด้วย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยเท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว ดังนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของจำเลยที่ขอวางเงินเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและศาลฎีกานำข้อเท็จจริงตามคำร้องดังกล่าวมาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยแล้ว แม้ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้วก็ตาม แต่การวางเงินเพื่อให้ผู้เสียหายมารับไปย่อมแสดงอยู่ในตัวแล้วว่าจำเลยจะไม่ถอนเงินดังกล่าวกลับไป หากผู้เสียหายยังประสงค์จะรับเงินนั้น เมื่อต่อมาปรากฏตามคำร้องของผู้เสียหายฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 ว่าผู้เสียหายประสงค์จะรับเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ919/2550
primary_red_case_no
อ2668/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000356.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2487/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556