คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15497/2556 ฉบับเต็ม

#559339
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15497/2556 พนักงานอัยการจังหวัดไชยา โจทก์ นางพุม ทองตำลึง โจทก์ร่วม นายชายศักดิ์หรือปู แสงเพชร จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 288, มาตรา 371 ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัด ผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้น การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางพุม มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 (ที่ถูก 288, 288 ประกอบมาตรา 80) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 18 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 30 ปี ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ริบของกลาง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นางปรีดา ผู้ตาย และนายกุศล ผู้เสียหาย ซึ่งทั้งสองเป็นสามีภริยากันเดินทางไปที่บ้านนายสำลี พี่ชายของผู้ตาย ระหว่างทางผู้ตายและผู้เสียหายเห็นพื้นที่ที่ติดต่อกับสวนยางพาราของตนถูกไถจนโล่งเตียน และมีการรุกล้ำปลูกต้นยางพาราในที่ดินของตนเมื่อไปถึงบ้านนายสำลีจึงสอบถามว่าใครเป็นผู้ทำ นายสำลีบอกว่าจำเลยเป็นผู้ทำ จากนั้นผู้ตายและผู้เสียหายเดินไปที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 400 เมตร ขณะอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณสะโพกขวาและซ้าย จนถึงแก่ความตายในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ต้นขาขวาด้านในและด้านนอก เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตามสำเนารายงานชันสูตรพลิกศพและสำเนารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เซนติเมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัดผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดสองกรรม ความผิดสองฐานนี้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 30 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืน และโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 30 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (พีรพล พิชยวัฒน์-บูรณ์ ฐาปนดุลย์-วิกร อังคณาวิศัลย์) ศาลจังหวัดไชยา - นายสุเนติ คงเทพ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3287/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ607/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ341/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
559339
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดไชยา",
        "judge": "นายสุเนติ คงเทพ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979652"
    }
}
date
2556
deka_no
15497/2556
deka_running_no
15497
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "บูรณ์ ฐาปนดุลย์",
    "วิกร อังคณาวิศัลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 288",
            "ม. 371"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดไชยา"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นางพุม ทองตำลึง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชายศักดิ์หรือปู แสงเพชร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางพุม มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 (ที่ถูก 288, 288 ประกอบมาตรา 80) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น จำคุก 18 ปี ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี รวมจำคุก 30 ปี ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ริบของกลาง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นางปรีดา ผู้ตาย และนายกุศล ผู้เสียหาย ซึ่งทั้งสองเป็นสามีภริยากันเดินทางไปที่บ้านนายสำลี พี่ชายของผู้ตาย ระหว่างทางผู้ตายและผู้เสียหายเห็นพื้นที่ที่ติดต่อกับสวนยางพาราของตนถูกไถจนโล่งเตียน และมีการรุกล้ำปลูกต้นยางพาราในที่ดินของตนเมื่อไปถึงบ้านนายสำลีจึงสอบถามว่าใครเป็นผู้ทำ นายสำลีบอกว่าจำเลยเป็นผู้ทำ จากนั้นผู้ตายและผู้เสียหายเดินไปที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างไปประมาณ 400 เมตร ขณะอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุมีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง กระสุนปืนถูกผู้ตายที่บริเวณสะโพกขวาและซ้าย จนถึงแก่ความตายในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล และกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่ต้นขาขวาด้านในและด้านนอก เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจตามสำเนารายงานชันสูตรพลิกศพและสำเนารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายนั้น เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายยืนอยู่ใกล้กับผู้เสียหายห่างกันไม่เกิน 50 เซนติเมตร และผู้เสียหายเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมว่า ในครั้งแรกจำเลยยิงอาวุธปืนติดต่อกัน 2 นัดผู้เสียหายถูกยิงนัดที่ 2 หลังจากนั้นผู้ตายจึงถูกยิง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายจึงเป็นการยิงคนละครั้ง แม้จะเป็นเวลาต่อเนื่องกันไป แต่ก็แยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ การยิงผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวเอง และการยิงผู้ตายก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวเองต่างหากอีกกรรมหนึ่ง ดังนั้นการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและยิงผู้ตายจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นความผิดสองกรรม ความผิดสองฐานนี้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 30 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืน และโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลย 30 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
อ607/2550
primary_red_case_no
อ341/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000355.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3287/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556