คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12493/2557 ฉบับเต็ม

#562061
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12493/2557 นายสนิท ปุณยาพรชัย กับพวก โจทก์ นางสมใจ ปุณยาพรชัย จำเลย ป.อ. มาตรา 91 แม้จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทสองบริษัทไปเป็นของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่ ป.อ. มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในคราวเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้ โดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นทีละบริษัท การที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จกระทงหนึ่งแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (ที่ถูก มาตรา 42 (2)) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท ลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของโจทก์ทั้งสี่ไปเป็นของบริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง ดีไซน์ จำกัด และบริษัท ดัสคอนโทรล จำกัด แม้จะกระทำในวาระเดียวกัน แต่ก็มีเจตนาเป็นสองการกระทำมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงในสองบริษัทนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในคราวเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดัสคอนโทรล จำกัด และบริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในแบบ บอจ 5 ของบริษัททั้งสองไปเป็นของบุคคลอื่น โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ทั้งสี่ และมิได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นทีละบริษัท ซึ่งการที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จกระทงหนึ่งแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (โสฬส สุวรรณเนตร์-อภิรัตน์ ลัดพลี-จรูญ ชีวิตโสภณ) ศาลจังหวัดพระโขนง - นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลียว พลวิเศษ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2579/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ33/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5146/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562061
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระโขนง",
        "judge": "นางสาวรสวันต์ ทับสุพรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายเฉลียว พลวิเศษ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976121"
    }
}
date
2557
deka_no
12493/2557
deka_running_no
12493
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "จรูญ ชีวิตโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสนิท ปุณยาพรชัย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสมใจ ปุณยาพรชัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ.2499 มาตรา 42 (ที่ถูก มาตรา 42 (2)) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท ลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของโจทก์ทั้งสี่ไปเป็นของบริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง ดีไซน์ จำกัด และบริษัท ดัสคอนโทรล จำกัด แม้จะกระทำในวาระเดียวกัน แต่ก็มีเจตนาเป็นสองการกระทำมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงในสองบริษัทนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดในคราวเดียวกัน แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิได้บัญญัติว่าการกระทำความผิดหลายกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในคราวเดียวกันไม่ได้ การกระทำในวันเดียวกันหรือต่อเนื่องในคราวเดียวกันก็อาจเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันได้ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดัสคอนโทรล จำกัด และบริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในแบบ บอจ 5 ของบริษัททั้งสองไปเป็นของบุคคลอื่น โดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ทั้งสี่ และมิได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นตามที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท โดยสภาพของการกระทำจำเลยต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นทีละบริษัท ซึ่งการที่จำเลยแจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครครั้งหนึ่งก็เป็นความผิดสำเร็จกระทงหนึ่งแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษฐานเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทเพื่อให้ผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ33/2556
primary_red_case_no
อ5146/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000324.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2579/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557