ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18297 - 18298/2556
นางวาสินี สุวรรณสิทธิ์
โจทก์
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
จำเลย
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 65 เบญจ, มาตรา 65 ฉ, มาตรา 65 สัตต, มาตรา 65 นว, มาตรา 65 ทศ, มาตรา 72, มาตรา 74
กระบวนการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเป็นกระบวนการทางเลือก หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียเลือกที่จะใช้สิทธิยื่นขอให้มีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ แล้ว ย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่ตนเลือกใช้สิทธิและไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดและนำคดีขึ้นสู่ศาลตามมาตรา 72 และ 74 และไม่อาจนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้อีก เพราะหากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องร้องได้อีกก็จะมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มีการพิสูจน์สิทธิในเรื่องเดียวกันซ้ำซ้อน
โจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์โจทก์ที่ 1 แสดงว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 อาจเป็นการประดิษฐ์ที่มีข้อถือสิทธิและรูปลักษณะของสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันที่อาจทำให้แต่ละฝ่ายเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากอีกบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรโดยตรง ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ที่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ฉ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์ที่ 1 ต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบพิสูจน์การประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรว่ามีลักษณะตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ตามที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิเลือกให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงจะนำคดีฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้พิจารณาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 72 และ 74 เมื่อปรากฏว่าในขณะยื่นฟ้องยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของจำเลยที่ 1 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 แจ้งผลการตรวจสอบของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้โจทก์ที่ 1 ทราบ และโจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่ 1 ที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ได้อีก โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องโดยไม่ปรากฏรายละเอียดพอที่จะแสดงให้เห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 มีอยู่โดยตรง และเป็นการโต้แย้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 อ้างในคำฟ้อง หากจะฟังว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ที่ 2 จะอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 เนื่องจากขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ และกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 ละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 2 ถูกยึดและขัดขวางการจำหน่าย ผลิตซึ่งเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 2 มาด้วยก็ตาม หากเป็นจริงก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะบุคคลใด ๆ ที่จะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ขึ้นอ้างในกรณีที่จะถูกบังคับใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเท่านั้น ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่คำฟ้องของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 65 นว วรรคสอง แต่เป็นการที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสำคัญ โดยอ้างเหตุการจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเช่นกัน
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2
สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ทั้งหมดหรือบางส่วนและให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ทันทีเมื่อคดีถึงที่สุด หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง
สำนวนหลังโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ 35/2522 และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายในอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930
จำเลยทั้งสองทั้งสองสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 หรือไม่ ที่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ว่า แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ 35/2552 แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้จำเลยที่ 2 โดยยังไม่มีการตรวจสอบความใหม่ของสิ่งประดิษฐ์ก่อนตามเงื่อนไขของกฎหมายสากล ย่อมเป็นการไม่ชอบ นอกจากนั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 นว ให้สิทธิแก่บุคคลใดก็ได้ที่เห็นว่าอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์ สามารถฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้ โจทก์ที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องและที่โจทก์ที่ 2 อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ว่า โจทก์ที่ 2 มิใช่ผู้ยื่นคำขอให้ตรวจสอบ จึงไม่ถือว่าคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 นั้น ไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องว่า อนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตามมาตรา 65 ทวิ ซึ่งความไม่สมบูรณ์ดังกล่าวบุคคลใดจะกล่าวอ้างขึ้น หรือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการจะฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นก็ได้ การที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและขอให้พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย จึงเป็นการฟ้องที่มุ่งให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเป็นสำคัญ หาใช่เป็นปัญหาตามมาตรา 65 ฉ มาตรา 72 และมาตรา 74 ไม่ โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 65 นว นั้น เห็นว่า การขอรับอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ได้กำหนดเงื่อนไขในวิธีการได้มาและการสิ้นสุดด้วยการปฏิเสธคำขอหรือการให้เพิกถอนซึ่งอนุสิทธิบัตรสำหรับการประดิษฐ์ไว้ในหมวด 3 ทวิ ซึ่งมีเงื่อนไขในกระบวนการพิจารณาคำขอรับอนุสิทธิบัตรแยกต่างหากจากการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการประดิษฐ์และสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรการประดิษฐ์ซึ่งบัญญัติไว้ในหมวด 2 โดยมีข้อกำหนดในกระบวนการพิจารณาและการตรวจสอบคำขอรับอนุสิทธิบัตรโดยฝ่ายพนักงานเจ้าหน้าที่น้อยกว่ากระบวนการพิจารณาคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์และให้ความคุ้มครองในสิทธิตามอนุสิทธิบัตรซึ่งมีระยะเวลาที่สั้นกว่าการให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ด้วยการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความใหม่ของการประดิษฐ์ที่สามารถใช้ประยุกต์ได้ในทางอุตสาหกรรมตามมาตรา 65 ทวิ แล้วเสนอให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญารับจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 เบญจ โดยไม่ต้องตรวจสอบข้อคัดค้านในคำขอเสียก่อนดังเช่นคำขอรับสิทธิบัตรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 และให้ความคุ้มครองสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเพียง 6 ปี นับแต่วันขอรับตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 สัตต ทั้งนี้เพื่อเป็นการจูงใจให้มีการค้นคว้าสิ่งประดิษฐ์ในเครื่องใช้ไม้สอยใหม่ ๆ (Utility Model) ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทางอุตสาหกรรมออกเปิดเผยสู่สังคมอันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป แต่กฎหมายก็ได้สร้างกลไกกำหนดวิธีการตรวจสอบอนุสิทธิบัตรที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ภายหลัง โดยในช่วงระยะเวลาภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศโฆษณาการจดทะเบียนและการออกอนุสิทธิบัตร ให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ในสิ่งประดิษฐ์อันเนื่องมาจากที่มีบุคคลอื่นเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้นโดยตรง อาจร้องขอให้มีการตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ฉ อันเป็นการสร้างสมดุลในกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการได้รับอนุสิทธิบัตรวิธีทางหนึ่งโดยกระบวนการภาครัฐ ซึ่งจะมีกลไกการตรวจสอบความใหม่ของการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตร การอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาและของคณะกรรมการสิทธิบัตรและการนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้มีคำสั่งหรือคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดแจ้ง ตามที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 72 และมาตรา 74 หรืออีกวิธีทางหนึ่งได้กำหนดให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการสามารถฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ หากอนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์เพราะขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ รวมถึงคำขอรับอนุสิทธิบัตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือมาตรา 14 ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 นว ซึ่งกระบวนการใช้สิทธิขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรทั้งสองวิธีดังกล่าวเป็นกระบวนการทางเลือก หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียเลือกที่จะใช้สิทธิยื่นขอให้มีการตรวจสอบความสมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ แล้ว ย่อมต้องผูกพันในกระบวนการที่ตนเลือกใช้สิทธิและไม่มีสิทธิที่จะนำคดีมาฟ้องศาลจนกว่ากระบวนการดังกล่าวจะสิ้นสุดและนำคดีขึ้นสู่ศาลตามมาตรา 72 และมาตรา 74 และไม่อาจนำเรื่องเดียวกันมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรดังกล่าวได้อีก เพราะหากนำคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้องร้องได้อีกก็จะมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้มีการพิสูจน์สิทธิในเรื่องเดียวกันซ้ำซ้อน คดีนี้ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 0503000579 ชื่อแสดงการประดิษฐ์ เครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าเป็นคำขอที่ถูกต้องตามมาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 และมาตรา 17 มาตรา 77 เบญจ และมาตรา 77 ฉ แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 จำเลยที่ 1 จึงรับจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 1 ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเลขที่ 0603000750 ชื่อแสดงการประดิษฐ์ ตู้จำหน่ายของเหลวแบบหยอดเหรียญ โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นว่า เป็นคำขอที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำขอของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงรับจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 2925 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยื่นคำขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์โจทก์ที่ 1 เช่นเดียวกัน แสดงว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 อาจเป็นการประดิษฐ์ที่มีข้อถือสิทธิและรูปลักษณะของสิ่งประดิษฐ์ที่เหมือนกันหรือคล้ายกันที่อาจทำให้แต่ละฝ่ายเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์อันเนื่องมาจากอีกบุคคลหนึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรโดยตรง ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้ร้องขอให้ตรวจสอบการประดิษฐ์ที่มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 65 ทวิ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 ฉ โจทก์ที่ 1 จึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ได้ โดยโจทก์ที่ 1 ต้องรอให้กระบวนการตรวจสอบพิสูจน์การประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรว่ามีลักษณะตามที่กำหนดไว้ตามมาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ตามที่โจทก์ที่ 1 ใช้สิทธิเลือกให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงจะนำคดีฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้พิจารณาคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของคณะกรรมการสิทธิบัตรตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 72 และมาตรา 74 เมื่อปรากฏว่าในขณะยื่นฟ้องวันที่ 6 กรกฎาคม 2550 ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาให้โจทก์ที่ 1 ทราบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2552 และโจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อคณะกรรมการสิทธิบัตร อันเป็นขั้นตอนลำดับถัดไป คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นที่สุดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง กรณีจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ที่ 1 ที่จะนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930ของจำเลยที่ 2 ได้อีก โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 นั้น โจทก์ที่ 2 บรรยายฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2547 นายณัฐวัฒน์ ประกอบธุรกิจผลิตเครื่องจำหน่ายน้ำมันอัตโนมัติ โดยได้ต้นแบบแนวคิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นเอเชีย ต่อมาในปี 2550 จึงก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 2 เพื่อผลิตจำหน่ายหรือมีไว้ซึ่งสินค้าที่มีรูปลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันกับสินค้าของจำเลยที่ 2 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏรายละเอียดอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการประดิษฐ์ของโจทก์ที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิ หรือการอ้างอิงถึงชื่อแสดงสิ่งประดิษฐ์ประเภทใด หรือการมีข้อถือสิทธิหรือองค์ประกอบหรือรูปแบบลักษณะของการประดิษฐ์เช่นไร พอที่จะแสดงให้เห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้โจทก์ที่ 2 ต้องเสื่อมเสียสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 มีอยู่เนื่องจากการที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรนั้นโดยตรง และเป็นการโต้แย้งสิทธิในการใช้ประโยชน์จากการประดิษฐ์ที่โจทก์ที่ 2 อ้างในคำฟ้องทั้งทางนำสืบของโจทก์ที่ 2 ในส่วนนี้ก็ได้ความเพียงเท่าที่โจทก์ที่ 2 ได้บรรยายฟ้องไว้นั้นในกรณีเช่นนี้ หากจะฟังว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามที่โจทก์ที่ 2 อ้างในอุทธรณ์ ก็ย่อมไม่เพียงพอที่จะถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่จะมีอำนาจร้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 ดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 65 นว แม้โจทก์ที่ 2 จะอ้างความไม่สมบูรณ์ของอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 เนื่องจากขาดความใหม่ตามมาตรา 65 ทวิ และกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 2 ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์ที่ 2 ละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยที่ 2 ทำให้ทรัพย์สินของโจทก์ที่ 2 ถูกยึดและขัดขวางการจำหน่ายผลิตซึ่งเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยที่ 2 มาด้วยก็ตาม หากเป็นจริงก็เป็นเพียงทำให้โจทก์ที่ 2 อยู่ในฐานะบุคคลใด ๆ ที่จะกล่าวอ้างความไม่สมบูรณ์ขึ้นอ้างในกรณีที่จะถูกบังคับใช้สิทธิจากผู้ทรงสิทธิในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเท่านั้น ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรได้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องประกอบคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ 2 แล้ว เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่ใช่คำฟ้องของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่ได้ใช้สิทธิยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 ตาม มาตรา 65 นว วรรคสอง แต่เป็นการที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสำคัญ โดยอ้างเหตุแห่งการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่ดำเนินการจดทะเบียนและออกอนุสิทธิบัตรให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่การประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 1930 ของจำเลยที่ 2 ไม่มีความใหม่เนื่องจากเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ยื่นคำขอให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้ได้เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
(ไมตรี ศรีอรุณ-อร่าม เสนามนตรี-สมควร วิเชียรวรรณ)
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายนทดล กิติกัมรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทกป326/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ทป103/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ทป54/2555
หมายเหตุ