ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9213/2557
บริษัทไอ.อี.เครื่องจักรการเกษตร จำกัด
โจทก์
บริษัทแสงจิต เครื่องจักรการเกษตร จำกัด
จำเลย
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 3, มาตรา 6, มาตรา 35 ทวิ, มาตรา 36 (1), มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 65 สัตต, มาตรา 65 นว, มาตรา 65 ทศ
ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ที่บริษัท ก. และบริษัท ซ. นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ และ ว.จ.3 กับถุงห่อผลไม้ของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 มีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นถุง 2 ชั้น มีถุงห่อหุ้มชั้นนอกและถุงห่อหุ้มชั้นในถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีการเคลือบสีดำอยู่ด้านในเพื่อกรองแสงไม่ให้แสงสว่างเข้าไปในถุงและถุงห่อหุ้มชั้นในเคลือบด้วยคาร์บอนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ถุงห่อหุ้มชั้นนอกและชั้นในมีปลายเปิดด้านบนสำหรับรองรับการสอดเข้าของผลไม้ที่ต้องการห่อ ด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีรูเจาะทะลุถึงด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นใน และด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นช่องเว้าออกด้านข้างมีรูเจาะทะลุถึงด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นในบริเวณก้นถุงมีรูระบายน้ำและระบายอากาศมีปีกที่มีลวดเหล็กอยู่ข้างในยื่นออกมาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปีกที่ลวดเหล็กอยู่คนละด้านกันซึ่งปีกที่ยื่นออกมาจะใช้ในการรัดกิ่งไม้หรือใช้มัดปากถุงไม่ให้ถุงห่อผลไม้หลุดออกจากผลไม้ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 มีลักษณะเหมือนกับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ของจำเลย และการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เหมือนกับข้อถือสิทธิสำหรับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยซึ่งระบุข้อถือสิทธิไว้ว่า ถุงห่อผลไม้ประกอบด้วยถุงห่อหุ้มชั้นนอกที่เป็นถุงชั้นนอกที่มีปลายเปิดด้านบนชั้นนอกและพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นนอกและพื้นผิวด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้นสำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในซึ่งถุงห่อหุ้มชั้นในจะเป็นถุงชั้นในที่อยู่ด้านในถุงห้อหุ้มชั้นนอกและมีปลายเปิดด้านบนชั้นในสำหรับเป็นช่องทางสวมเข้าทางด้านบนของผลไม้ที่ต้องการห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นในอย่างน้อยหนึ่งด้านจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งด้านของถุงห้อหุ้มชั้นในจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในอีกชั้นหนึ่ง แม้การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 จะมิใช่การประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ก็ตาม แต่ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยาน ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่ปรากฏอยู่แล้วนอกและในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เมื่อการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วอันมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ ตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง การออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ย่อมไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ ต้องถือว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ไม่สมบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคสอง แม้การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่โจทก์นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยก็ตาม แต่เมื่ออนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้เลขที่ 4343 ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เป็นอนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 สัตต การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยตาม พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 35 ทวิ และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1)
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ระงับการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจำนวน 450,000 บาท และค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะหยุดการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย
โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์เลขที่ 4343 คำขอเลขที่ 0603001857 ของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 จำเลยยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตรถุงห่อผลไม้ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามคำขอเลขที่ 0603001857 กรมทรัพย์สินทางปัญญาออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ให้จำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 โจทก์นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 มาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2551 จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงโจทก์ให้ระงับหรือละเว้นการละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรของจำเลยเลขที่ 4343 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตรซึ่งเป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว มิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่อันทำให้อนุสิทธิบัตรนั้นไม่สมบูรณ์ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายชรินทร์ กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทโจทก์ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นและเบิกความเพิ่มเติมว่า โจทก์นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่จำเลยอ้างว่าละเมิดอนุสิทธิบัตรของจำเลยจากไต้หวันเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งถุงห่อผลไม้ดังกล่าวมีจำหน่ายแพร่หลายอยู่แล้วที่ไต้หวันตั้งแต่ปี 2535 ส่วนในประเทศไทยมีบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด บริษัทไรซิง (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัทธานียามาสยาม จำกัด นำถุงห่อผลไม้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว และโจทก์ยังมีนายไวยวิทย์ พนักงานบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด และนายเอกวิชญ์ กรรมการบริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด มาเบิกความเป็นพยานสนับสนุนโดยนายไวยวิทย์เบิกความว่า บริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด นำเข้าถุงห่อผลไม้จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2547 โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำนวนประมาณ 40,000 ใบ และครั้งต่อมาเพิ่มจำนวนครั้งละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 2,200,000 ใบ ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ถุงห่อผลไม้ที่นำเข้ามาดังกล่าวมีลักษณะคล้ายถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ของจำเลยโดยมีขนาดใหญ่กว่าของจำเลยเล็กน้อย มีปีกยื่นออกมาเหมือนกัน ด้านในจะมีถุง 2 ชั้น ด้านในสุดเป็นกระดาษคาร์บอนสีดำ ด้านนอกเป็นถุงสีน้ำตาลและด้านล่างจะมีรู 3 รู เพื่อใช้เป็นที่ระบายอากาศและระบายน้ำเหมือนกัน ส่วนนายเอกวิชญ์เบิกความว่า บริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด นำถุงห่อผลไม้จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารหมาย จ.13 จ.14 และ จ.15 โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำนวนประมาณ 2,000,000 ใบ ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 กับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยาน ว.ล.3 ของจำเลยมีลักษณะภายนอกเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ปีกซึ่งยื่นออกไปคนละด้าน ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.ล.3 มีถุงอยู่ด้านในสองชั้นเป็นกระดาษคาร์บอนเพื่อป้องกันแสงไม่ให้เข้าไปถูกผลไม้เหมือนกัน กับมีรูระบายน้ำและรูระบายอากาศอยู่ที่ด้านล่างของถุงห่อผลไม้เหมือนกัน ปีกที่ยื่นออกมามีลวดอยู่ข้างในใช้ในการรัดกิ่งไม้เพื่อไม่ให้ถุงหลุดออกจากผลไม้เหมือนกัน แต่ที่ปีกอยู่คนละด้านก็เพื่อให้เกษตรกรที่ถนัดมือซ้ายหรือมือขวาเลือกใช้ ถุงห่อผลไม้ทั้งสองดังกล่าวด้านนอกถุงจะเคลือบด้วยพาราฟีนเพื่อป้องกันการซึมของน้ำเหมือนกัน เมื่อพิเคราะห์เปรียบเทียบถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 ของบริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด และถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.3 ซึ่งเป็นของบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด กับถุงห่อผลไม้ของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 แล้ว เห็นได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 กับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 มีลักษณะเหมือนกัน กล่าวคือ เป็นถุง 2 ชั้น มีถุงห่อหุ้มชั้นนอกและถุงห่อหุ้มชั้นใน ถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีการเคลือบสีดำอยู่ด้านในเพื่อกรองแสงไม่ให้แสงสว่างเข้าไปในถุงและถุงห่อหุ้มชั้นในเคลือบด้วยคาร์บอนอยู่อีกชั้นหนึ่ง ถุงห่อหุ้มชั้นนอกและชั้นในมีปลายเปิดด้านบนสำหรับรองรับการสอดเข้าของผลไม้ที่ต้องการห่อ ด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกมีรูเจาะทะลุถึงด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นใน และด้านล่างของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นช่องเว้าออกด้านข้างมีรูเจาะทะลุถึงด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นในบริเวณก้นถุงมีรูระบายน้ำและระบายอากาศ มีปีกที่มีลวดเหล็กอยู่ข้างในยื่นออกมาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปีกที่มีลวดเหล็กอยู่คนละด้านกัน ซึ่งปีกที่ยื่นออกมาจะใช้ในการรัดกิ่งไม้หรือใช้มัดปากถุงไม่ให้ถุงห่อผลไม้หลุดออกจากผลไม้ ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 มีลักษณะเหมือนกับถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ของจำเลย และการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เหมือนกับข้อถือสิทธิสำหรับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลย ซึ่งระบุข้อถือสิทธิไว้ว่า ถุงห่อผลไม้ประกอบด้วยถุงห่อหุ้มชั้นนอกที่เป็นถุงชั้นนอกที่มีปลายเปิดด้านบนชั้นนอกและพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นนอกและพื้นผิวด้านในของถุงห่อหุ้มชั้นนอกจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้นสำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในซึ่งถุงห่อหุ้มชั้นในจะเป็นถุงชั้นในที่อยู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นนอกและมีปลายเปิดด้านบนชั้นในสำหรับเป็นช่องทางสวมเข้าทางด้านบนของผลไม้ที่ต้องการห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของถุงห่อหุ้มชั้นในอย่างน้อยหนึ่งด้านจะเป็นสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันแสงจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นใน และพื้นผิวด้านนอกของสีทึบแสงอย่างน้อยหนึ่งด้านของถุงห่อหุ้มชั้นในจะมีชั้นสารเคลือบกันน้ำเคลือบอยู่อย่างน้อยหนึ่งชั้น สำหรับป้องกันน้ำจากภายนอกเข้าสู่ด้านในถุงห่อหุ้มชั้นในอีกชั้นหนึ่ง ที่โจทก์นำสืบว่าบริษัทไชน์โฟร์ท จำกัด นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.3 จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2547 โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำหน่ายจำนวนประมาณ 40,000 ใบ และครั้งต่อมาเพิ่มจำนวนครั้งละ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ จำนวน 2,200,000 ใบ ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม และบริษัท ก. เกียรติประเสริฐอควาเทรด จำกัด นำถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยครั้งแรกนำเข้ามาจำนวนประมาณ 2,000,000 ใบ นั้น ไม่ปรากฏว่าบริษัททั้งสองดังกล่าวนำถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 ไปจำหน่ายจำนวนเท่าใด แก่ผู้ใดและที่ใดในประเทศไทย อันจะแสดงให้เห็นว่าถุงห่อผลไม้ดังกล่าวมีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรตั้งแต่ปี 2547 ก่อนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 วรรคสอง (1) อย่างไรก็ตาม แม้จะรับฟังไม่ได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ก็ตาม แต่พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวก็รับฟังได้ว่าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยาน ว.จ.2 และ ว.จ.3 เป็นการประดิษฐ์ที่ปรากฏอยู่แล้วนอกและในราชอาณาจักรก่อนวันที่จำเลยขอรับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เมื่อการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.จ.2 และ ว.จ.3 การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้วัตถุพยานหมาย ว.ล.3 จึงเป็นการประดิษฐ์ที่เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้วอันมิใช่การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 6 วรรคหนึ่ง การออกอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทวิ ต้องถือว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ไม่สมบูรณ์ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคหนึ่ง โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะขอให้เพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 65 นว วรรคสอง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 เป็นอนุสิทธิบัตรที่ไม่สมบูรณ์เนื่องจากเป็นการประดิษฐ์ที่มีหรือใช้แพร่หลายอยู่แล้วในราชอาณาจักรก่อนวันขอรับอนุสิทธิบัตรนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อสุดท้ายว่า การที่โจทก์นำเข้าถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 มาจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2551 ตามสำเนาใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมใบเสร็จรับเงิน เป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 และโจทก์ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจำนวน 450,000 บาท และค่าเสียหายจำนวนเดือนละ 150,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าโจทก์จะหยุดการละเมิดอนุสิทธิบัตรดังกล่าวตามฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ตามวัตถุพยานหมาย ว.จ.1 ที่โจทก์นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเหมือนกับการประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ในข้อถือสิทธิตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ก็ตาม แต่เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาออกให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เป็นอนุสิทธิบัตรไม่สมบูรณ์ การประดิษฐ์ถุงห่อผลไม้ดังกล่าวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 สัตต การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นการละเมิดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 4343 ของจำเลยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 มาตรา 65 ทศ ประกอบมาตรา 35 ทวิ และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (1) ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
(ปริญญา ดีผดุง-อร่าม เสนามนตรี-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร)
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายธัญญู ชูดำ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ทก.(ป)51/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ทป16/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ทป167/2552
หมายเหตุ