คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10020/2556 ฉบับเต็ม

#562519
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10020/2556 บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายชัยพร อรัณยกานนท์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 698 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ด้วย โดยจำเลยที่ 1 ต้องเอาประกันภัยทรัพย์จำนอง โจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายเบี้ยประกันแทนจำเลยที่ 1 ไปก่อน หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนองเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจากสัญญาจำนอง จึงไม่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดเนื่องจากหนี้ดังกล่าวขาดอายุความ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้ค่าเบี้ยประกันภัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,390,540.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,351,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินที่พิพาทขาดอายุความ คงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งยังบังคับได้ 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืมเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวขาดอายุความแล้ว กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 30,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ เพราะทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปคืนแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันคือหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญานี้และให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 แต่หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นเนื่องจากสัญญาจำนองตามหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 10 และโจทก์ได้ทดรองจ่ายไปสำหรับการประกันภัยทรัพย์จำนองระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 จึงไม่เกี่ยวกับหนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้วดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้เงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะในเรื่องขอให้บังคับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (เปรมศักดิ์ ชื่นชวน-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร-สมสันต์ ศุภศาสตรสิน) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสุรพล เจริญผล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมพงศ์ แพนเดช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1789/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ย1050/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ย154/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562519
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายสุรพล เจริญผล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายสมพงศ์ แพนเดช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081980773"
    }
}
date
2556
deka_no
10020/2556
deka_running_no
10020
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "เปรมศักดิ์ ชื่นชวน",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร",
    "สมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 698"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททุนธนชาต จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชัยพร อรัณยกานนท์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 22,390,540.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 7,351,580 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้ยืมเงินที่พิพาทขาดอายุความ คงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจำนองซึ่งยังบังคับได้ 7,351,580 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ย้อนหลังจากวันฟ้องไป 5 ปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 214128 ส่วนจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันหนี้เงินกู้ยืมเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวขาดอายุความแล้ว กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 30,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับ เพราะทุนทรัพย์ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระค่าเบี้ยประกันภัยทรัพย์จำนอง 3,475.36 บาท ที่โจทก์ทดรองจ่ายไปคืนแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันคือหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขาดอายุความฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญานี้และให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 แต่หนี้ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นหนี้ที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นเนื่องจากสัญญาจำนองตามหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนอง ข้อ 10 และโจทก์ได้ทดรองจ่ายไปสำหรับการประกันภัยทรัพย์จำนองระหว่างวันที่ 20 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 จึงไม่เกี่ยวกับหนี้ประธานที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันและหลุดพ้นจากความรับผิดไปแล้วดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความรับผิดในหนี้เงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เฉพาะในเรื่องขอให้บังคับชำระค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัย 3,475.36 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
ย1050/2549
primary_red_case_no
ย154/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000365.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1789/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556