คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5274/2557 ฉบับเต็ม

#562537
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5274/2557 นางสาวพิชญา บุญเมือง โจทก์ นายธนอรรถ แซ่ลิ่ม จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3, มาตรา 49 (1) พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อเข้าเหตุในหลายกรณี มิใช่เป็นบทกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลในการถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดไปแล้วด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดดังที่ได้บัญญัติไว้ทำให้ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการได้อีกต่อไป จึงขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ฟ้องโจทก์จึงมิเกี่ยวด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะนำมาใช้บังคับแก่คดี อำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 (1) ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ต้องดำเนินการด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด ซึ่งหากจำเลยจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของร่วมก็พึงต้องดำเนินการเพื่อให้มีการถอดถอนจำเลยทางมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บุคคลใดจะมาใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด และเมื่อตามคำฟ้องมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดได้เช่นกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส และห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ขอให้ศาลเพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการ เพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุดพ.ศ.2522 บัญญัติให้ผู้จัดการพ้นจากตำแหน่งหลายกรณีตามมาตรา 35/3 (5) กรณีจึงต้องมีมติจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียง ตามมาตรา 49 เช่นนี้ โจทก์แม้เป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องศาล ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 (5) กำหนดไว้เป็นสองกรณี กรณีแรก คือ ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ กรณีที่สอง คือ และหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้ถอดถอนตามมาตรา 49 ตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หลายประการ เข้าเหตุในกรณีแรก ศาลจึงมีอำนาจสั่งหรือพิพากษาให้ถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อเข้าเหตุในหลายกรณี มิใช่เป็นบทกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลในการถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสไปแล้วด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 ทำให้ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการได้อีกต่อไป จึงขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ฟ้องโจทก์จึงมิเกี่ยวด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะนำมาใช้บังคับแก่คดี ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 (1) ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ต้องดำเนินการด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด โดยที่ไม่จำต้องแปลความอย่างใด ๆ อีก ซึ่งหากจำเลยจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของร่วมก็พึงต้องดำเนินการเพื่อให้มีการถอดถอนจำเลยทางมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บุคคลใดจะมาใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสและเมื่อตามคำฟ้องมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยได้พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสได้เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่รับฟ้องไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งถูกต้องเสียด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (ธีระพงศ์ จิระภาค-กษิดิ์เดช จีนสลุต-สมจิตร์ ทองศรี) ศาลแพ่ง - นางนีรนุช เจริญวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3496/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2590/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2725/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562537
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางนีรนุช เจริญวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977822"
    }
}
date
2557
deka_no
5274/2557
deka_running_no
5274
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "สมจิตร์ ทองศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 223 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 35/3",
            "ม. 49 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวพิชญา บุญเมือง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธนอรรถ แซ่ลิ่ม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส และห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด ขอให้ศาลเพิกถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการ เพราะเหตุจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาคารชุดพ.ศ.2522 บัญญัติให้ผู้จัดการพ้นจากตำแหน่งหลายกรณีตามมาตรา 35/3 (5) กรณีจึงต้องมีมติจากที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียง ตามมาตรา 49 เช่นนี้ โจทก์แม้เป็นเจ้าของร่วมคนหนึ่งจึงยังไม่มีอำนาจฟ้องศาล ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 (5) กำหนดไว้เป็นสองกรณี กรณีแรก คือ ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้หรือกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ กรณีที่สอง คือ และหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมมีมติให้ถอดถอนตามมาตรา 49 ตามฟ้องโจทก์เป็นกรณีจำเลยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หลายประการ เข้าเหตุในกรณีแรก ศาลจึงมีอำนาจสั่งหรือพิพากษาให้ถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพ้นตำแหน่งของผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดเมื่อเข้าเหตุในหลายกรณี มิใช่เป็นบทกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของบุคคลในการถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสไปแล้วด้วยเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังที่ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 35/3 ทำให้ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ผู้จัดการได้อีกต่อไป จึงขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลส ฟ้องโจทก์จึงมิเกี่ยวด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวในอันที่จะนำมาใช้บังคับแก่คดี ส่วนปัญหาเรื่องอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งหรือถอดถอนผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุด พระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 49 (1) ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ต้องดำเนินการด้วยมติของที่ประชุมใหญ่ซึ่งลงคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนคะแนนเสียงของเจ้าของร่วมทั้งหมด โดยที่ไม่จำต้องแปลความอย่างใด ๆ อีก ซึ่งหากจำเลยจัดการและดูแลทรัพย์ส่วนกลางไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2522 หรือข้อบังคับประการใด โจทก์และเจ้าของร่วมก็พึงต้องดำเนินการเพื่อให้มีการถอดถอนจำเลยทางมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่บุคคลใดจะมาใช้สิทธิทางศาลได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลถอดถอนจำเลยจากการเป็นผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสและเมื่อตามคำฟ้องมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยได้พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการแล้ว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขอให้บังคับห้ามมิให้จำเลยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดสุภาพงษ์เพลสได้เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยไม่รับฟ้องไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และ 167 ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรมีคำสั่งถูกต้องเสียด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2590/2556
primary_red_case_no
พ2725/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000339.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3496/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557