คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21019/2556 ฉบับเต็ม

#562544
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21019/2556 นางนันทนา อังคสิทธิ์ โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง, มาตรา 169/2 วรรคสี่, มาตรา 295 (1), มาตรา 295 (3), มาตรา 295 ตรี จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นระหว่างอุทธรณ์ ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินและจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีเป็นอย่างอื่น และศาลอุทธรณ์พิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุด โจทก์จึงไม่สามารถบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อีก ทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกเพิกถอนไป จึงเป็นกรณีการถอนการบังคับคดีด้วยเหตุคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีถูกกลับในชั้นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 (3) เป็นกรณีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตามมาตรา 169/2 วรรคสี่ ให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมการบังคับคดีในชั้นที่สุด หากโจทก์ไม่ชำระเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามมาตรา 295 ตรี ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11033 และ 11034 ตำบลสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยยังมิได้มีคำสั่งตามคำร้องขอทุเลาการบังคับ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 8,590,647 บาท ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าว โดยจำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2552 จำนวน 8,168,969 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์และจำเลยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11033 และที่ 11034 กับตกลงว่าจำเลยไม่ต้องชำระเงินจำนวน 6,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ยินยอมให้เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในศาลชั้นต้นที่วางศาลพร้อมอุทธรณ์ตกเป็นของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีที่ยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 84,901.47 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นตามหนังสือกรมบังคับคดีลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมสอบถามเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีกรณีถอนการบังคับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี กับให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว หากจำเลยขอคืนเงินในส่วนที่ประกันการบังคับคดี จะต้องปรากฏว่ามีหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายเป็นความรับผิดของโจทก์หรือจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม นั้น ก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินและให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ในกรณีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 (1) ซึ่งศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งงดการบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีที่ยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 84,901.47 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมในกรณียึดหรืออายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายนี้ หากผู้ขอให้ยึดหรืออายัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ขอให้ยึดหรืออายัดที่จะต้องชำระตามบทบัญญัติดังกล่าว และหากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีการบังคับคดีอยู่ไม่ถูกกลับในชั้นที่สุด ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ย่อมตกแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อ ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินและจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีดังกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น และศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีก และทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไป กรณีจึงเป็นการถอนการบังคับคดีไปด้วยเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีนั้นถูกกลับในชั้นที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) และมีผลทำให้จำเลยมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง เมื่อการถอนการบังคับคดีด้วยเหตุคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีถูกกลับในชั้นที่สุดตามมาตรา 295(3) นี้ เป็นกรณีถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมการบังคับคดีในชั้นที่สุด หากโจทก์ไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์รับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยไม่เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมยศ เข็มทอง-ไชยยงค์ คงจันทร์-เมทินี ชโลธร) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางปรานี เชาวลิต ศาลอุทธรณ์ - นายขจรศักดิ์ บุญเกษม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.607/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ10041/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ249/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562544
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นางปรานี เชาวลิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายขจรศักดิ์ บุญเกษม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979079"
    }
}
date
2556
deka_no
21019/2556
deka_running_no
21019
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "เมทินี ชโลธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 169/2 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 169/2 วรรคสี่",
            "ม. 295 (1)",
            "ม. 295 (3)",
            "ม. 295 ตรี"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางนันทนา อังคสิทธิ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11033 และ 11034 ตำบลสีกัน อำเภอดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ระหว่างโจทก์กับจำเลย และให้จำเลยชำระเงินจำนวน 6,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยยังมิได้มีคำสั่งตามคำร้องขอทุเลาการบังคับ โจทก์ขอหมายบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของจำเลยในบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จำนวน 8,590,647 บาท ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2552 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเพิกถอนการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าว โดยจำเลยนำเงินมาวางศาลเป็นประกันการชำระหนี้ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2552 จำนวน 8,168,969 บาท ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างอุทธรณ์และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยดังกล่าว ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์และจำเลยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 11033 และที่ 11034 กับตกลงว่าจำเลยไม่ต้องชำระเงินจำนวน 6,765,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และโจทก์ยินยอมให้เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ในศาลชั้นต้นที่วางศาลพร้อมอุทธรณ์ตกเป็นของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและคดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีที่ยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 84,901.47 บาท แต่โจทก์ไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งเหตุขัดข้องต่อศาลชั้นต้นตามหนังสือกรมบังคับคดีลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 ศาลชั้นต้นนัดพร้อมสอบถามเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีกรณีถอนการบังคับคดีดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี กับให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว หากจำเลยขอคืนเงินในส่วนที่ประกันการบังคับคดี จะต้องปรากฏว่ามีหลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายเป็นความรับผิดของโจทก์หรือจำเลย เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นเป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 231 วรรคสาม นั้น ก็เพื่อมิให้ถูกบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินและให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ไว้ในระหว่างอุทธรณ์เท่านั้น ไม่มีผลเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ในกรณีนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 295 (1) ซึ่งศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งงดการบังคับคดีและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งถอนการอายัดเงินฝากของจำเลยแล้วได้มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ข้อ 4 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กรณีที่ยึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวน 84,901.47 บาท ซึ่งค่าธรรมเนียมในกรณียึดหรืออายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายนี้ หากผู้ขอให้ยึดหรืออายัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ขอให้ยึดหรืออายัดที่จะต้องชำระตามบทบัญญัติดังกล่าว และหากคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่มีการบังคับคดีอยู่ไม่ถูกกลับในชั้นที่สุด ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ย่อมตกแก่จำเลยในฐานะลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อ ในคดีนี้ โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยตกลงไม่เพิกถอนนิติกรรมขายที่ดินและจำเลยไม่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยมิได้ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีดังกล่าวไว้เป็นอย่างอื่น และศาลอุทธรณ์พิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าว โจทก์จึงไม่สามารถดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีก และทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ดำเนินไปแล้วถูกเพิกถอนไป กรณีจึงเป็นการถอนการบังคับคดีไปด้วยเหตุคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีนั้นถูกกลับในชั้นที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (3) และมีผลทำให้จำเลยมิใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคหนึ่ง เมื่อการถอนการบังคับคดีด้วยเหตุคำพิพากษาที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีถูกกลับในชั้นที่สุดตามมาตรา 295(3) นี้ เป็นกรณีถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 295 (1) ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมการบังคับคดีในชั้นที่สุด หากโจทก์ไม่ชำระ เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถบังคับคดีค่าธรรมเนียมดังกล่าวแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ตรี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์รับผิดค่าธรรมเนียมในการบังคับคดี โดยไม่เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ10041/2550
primary_red_case_no
พ249/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000350.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.607/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556