คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19985/2556 ฉบับเต็ม

#562557
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19985/2556 บริษัทอวีว่าประกันภัย (ไทย) จำกัด โจทก์ บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จำเลย บริษัทไทยอินเตอร์ เซฟการ์ด จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 880 แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้แก่ อ. ผู้เอาประกันภัยจะมีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ ซึ่งไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองก็ตาม กรณีเป็นเรื่องระหว่าง อ. กับโจทก์ เมื่อคู่สัญญาดังกล่าวได้ปฏิบัติไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. ผู้ให้เช่าซื้อไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โดยไม่มีข้อคัดค้านโต้เถียงเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้แต่ประการใด ดังนั้นโจทก์ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจาก อ. ผู้เอาประกันภัยในอันที่จะฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยและจำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 เมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้ อ. ลงลายมือชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ทำให้จำเลยและจำเลยร่วมพ้นจากความรับผิดไปได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 376,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยอินเตอร์ เซฟการ์ด จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากจำเลยทำสัญญาจ้างบริษัทดังกล่าวให้เป็นผู้รักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของจำเลยและของบุคคลอื่นภายในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าดังกล่าวของจำเลย ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ของการสูญเสียหรือเสียหายในแต่ละครั้ง ทั้งนี้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 376,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ลษ 2527 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายอภัยวรรณ ซึ่งเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวมาจากบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มีอายุคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 มีข้อตกลงว่าหากรถยนต์คันดังกล่าวสูญหาย โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงภายในวงเงินไม่เกิน 350,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาถนนสุขสวัสดิ์ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค จำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมรักษาความปลอดภัยบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวและสถานที่จอดรถของจำเลย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 โจทก์ได้รับแจ้งจากผู้เอาประกันภัยว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไปขณะรถจอดอยู่ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลย ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อจำนวน 350,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้แก่นายอภัยวรรณ จะมีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ ซึ่งไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองก็ตาม กรณีเป็นเรื่องระหว่างนายอภัยวรรณกับโจทก์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า คู่สัญญาดังกล่าวได้ปฏิบัติไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โดยไม่มีข้อคัดค้านโต้เถียงเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้แต่ประการใด ดังนั้นโจทก์ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากนายอภัยวรรณผู้เอาประกันภัยในอันที่จะฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยและจำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้นายอรรณพลงลายมือชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ทำให้จำเลยและจำเลยร่วมพ้นจากความรับผิดไปได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วาสนา หงส์เจริญ-วีระวัฒน์ ปวราจารย์-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.189/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ406/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1019/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562557
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979291"
    }
}
date
2556
deka_no
19985/2556
deka_running_no
19985
deka_year
2556
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "วีระวัฒน์ ปวราจารย์",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 880"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอวีว่าประกันภัย (ไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทไทยอินเตอร์ เซฟการ์ด จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 376,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยอินเตอร์ เซฟการ์ด จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากจำเลยทำสัญญาจ้างบริษัทดังกล่าวให้เป็นผู้รักษาความปลอดภัยให้แก่บรรดาทรัพย์สินของจำเลยและของบุคคลอื่นภายในบริเวณอาคารห้างสรรพสินค้าดังกล่าวของจำเลย ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ของการสูญเสียหรือเสียหายในแต่ละครั้ง ทั้งนี้เพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ยหากจำเลยต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดี ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงินจำนวน 376,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 350,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท

จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ลษ 2527 กรุงเทพมหานคร ไว้จากนายอภัยวรรณ ซึ่งเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวมาจากบริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) มีอายุคุ้มครอง 1 ปี นับแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 มีข้อตกลงว่าหากรถยนต์คันดังกล่าวสูญหาย โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงภายในวงเงินไม่เกิน 350,000 บาท ตามสำเนากรมธรรม์ประกันภัย จำเลยประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาถนนสุขสวัสดิ์ จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค จำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมรักษาความปลอดภัยบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าวและสถานที่จอดรถของจำเลย เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 โจทก์ได้รับแจ้งจากผู้เอาประกันภัยว่ารถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยสูญหายไปขณะรถจอดอยู่ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าของจำเลย ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อจำนวน 350,000 บาท ตามใบเสร็จรับเงิน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้กรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ออกให้แก่นายอภัยวรรณ จะมีกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เพียงคนเดียวลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ ซึ่งไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองก็ตาม กรณีเป็นเรื่องระหว่างนายอภัยวรรณกับโจทก์ เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่า คู่สัญญาดังกล่าวได้ปฏิบัติไปตามกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้ และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้ให้เช่าซื้อไปครบถ้วนถูกต้องแล้ว โดยไม่มีข้อคัดค้านโต้เถียงเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยที่ได้ทำกันไว้แต่ประการใด ดังนั้นโจทก์ในฐานะเป็นผู้รับประกันภัย ซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปแล้วย่อมเข้ารับช่วงสิทธิจากนายอภัยวรรณผู้เอาประกันภัยในอันที่จะฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยและจำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 เมื่อโจทก์เข้ารับช่วงสิทธิที่จะฟ้องจำเลยได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้นายอรรณพลงลายมือชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยแต่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ทำให้จำเลยและจำเลยร่วมพ้นจากความรับผิดไปได้

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ406/2547
primary_red_case_no
พ1019/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000352.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.189/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556