ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2557
บริษัทอีสเทิร์นซีแหลมฉบังเทอร์มินัล จำกัด
โจทก์
เทศบาลตำบลแหลมฉบัง กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9, มาตรา 24, มาตรา 25, มาตรา 26, มาตรา 31, มาตรา 33, มาตรา 34
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29
โจทก์ฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่า ท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของ กทท. ที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรง ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของ พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ จึงเป็นหน้าที่ของ กทท. ในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งยกคำขอ กทท. ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 เมื่อไม่ปรากฏว่า กทท. ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่จึงยังมิได้สอบสวนว่าทรัพย์สินนั้นควรจะได้รับยกเว้นหรือไม่ และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้ก็เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 24 มิใช่การยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่องมาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางเพื่อโต้แย้งว่าทรัพย์สินที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 33 และมาตรา 34 กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 246
ปัญหาว่าค่ารายปีควรเป็นเท่าใดนั้น เป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินและจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินนั้นมีจำนวนสูงเกินสมควร กทท. จึงต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคท้าย แต่ไม่ปรากฏว่า กทท. นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี ดังนั้น เมื่อ กทท. ยังไม่ดำเนินการตามมาตรา 31 วรรคท้าย กทท.และโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 และคำชี้ขาดสำหรับท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 13,315,465.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือให้แก้ไขการประเมินของจำเลยที่ 1 และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 8,776,555.55 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษี 12,321,583.55 บาท ภายในสามเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษา หากไม่ชำระให้เสียดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ครบกำหนดชำระเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อเข้าประกอบกิจการท่าเทียบเรือ ตามสัญญามีข้อสัญญาให้โจทก์ชำระค่าภาษีต่าง ๆ ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยต้องจ่ายตามกฎหมาย การท่าเรือแห่งประเทศไทยยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด. 2) ประจำปีภาษี 2552 สำหรับท่าเทียบเรือบี 3 ต่อจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยกำหนดค่ารายปีสำหรับท่าเทียบเรือบี 3 จำนวน 106,523,724.44 บาท คิดเป็นค่าภาษี 13,315,465.55 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยและการท่าเรือแห่งประเทศไทยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้แจ้งผลการพิจารณาชี้ขาดแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องแล้ว โจทก์ไม่เห็นด้วยแต่ได้ชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามการประเมินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ไปก่อนเพื่อใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีนี้
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่โจทก์ใช้ประกอบกิจการท่าเทียบเรือตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 ณ ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเป็นทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า สัญญาที่โจทก์ทำกับการท่าเรือแห่งประเทศไทยแม้จะระบุชื่อสัญญาเป็นสัญญาก็เช่าตาม แต่โดยเนื้อหาของสัญญามีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานให้โจทก์เข้าบริหารและประกอบกิจการท่าเรือตามอำนาจหน้าที่อันเป็นวัตถุประสงค์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เป็นอาคารและที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ให้เช่า จึงได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ทั้งท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการสาธารณะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) ด้วย ปัญหานี้ เห็นว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาตามสัญญาเช่าสำหรับการบริหารและประกอบการท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือบี 3 แล้ว ปรากฏว่านอกจากมีข้อสัญญาอนุญาตให้โจทก์เข้าบริหารประกอบการท่าเทียบเรือแล้ว ยังมีข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย กล่าวคือ ตามสัญญาข้อ 2 วรรคหนึ่ง การท่าเรือแห่งประเทศไทยยินยอมให้เช่าและโจทก์ผู้เช่าตกลงที่จะเช่าท่าเทียบเรือตู้สินค้าท่าเทียบเรือ บี 3 สำหรับพัฒนาบริหารและประกอบการให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไขดังระบุในสัญญาฉบับนี้และภาคผนวกต่าง ๆ ซึ่งในภาคผนวกเอ : เงื่อนไขของสัญญา ข้อ 1.9 วรรคสอง ระบุว่า "...ผู้เช่าจะต้องจดทะเบียนเป็นสัญญาเช่ากับเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจและรับผิดชอบต่อค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน..." ข้อ 2.1 วรรคหนึ่ง ระบุว่า "สัญญานี้ครอบคลุมถึง การเช่าท่าเทียบเรือ และการให้บริการทั้งหมดที่เกี่ยวกับการเช่า โดยจะต้องชำระเงินให้แก่ กทท. (การท่าเรือแห่งประเทศไทย) ตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 3" ข้อ 2.6 ระบุว่า "...จะให้เช่าช่วงการบริหารงานท่าเทียบเรือมิได้ แต่อาจให้เช่าช่วงงานบางประเภทได้โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก กทท.ก่อน..." ข้อ 7.1 "...โครงสร้างพื้นฐานที่ กทท. จัดให้ประกอบด้วยอุปกรณ์หลัก ดังต่อไปนี้ ท่าเทียบเรือตู้สินค้า ท่าเทียบเรือ บี 3 ความยาวของท่า 300 เมตร ท่าเทียบเรือ 300 เมตร คูณ 350 เมตร สถานีขนถ่ายตู้สินค้า 115.5 เมตร คูณ 40 เมตร ประตู สำนักงานและโรงซ่อม..." ข้อ 7.2 "เครื่องมือที่ กทท. จัดให้ผู้เช่าไว้ใช้งานที่ท่าเทียบเรือ บี 3 มีดังต่อไปนี้ ปั้นจั่นหน้าท่ายกตู้สินค้าชนิดเดินบนรางขนาด 40 ตัน 2 คัน พร้อมโครงเหล็กยกตู้สินค้า สำหรับเรือที่มีความสูงสุด 32.2 เมตร" ข้อ 7.4.1 วรรคหนึ่ง "ผู้เช่าต้องรับผิดชอบในการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือทั้งหมดภายในท่าเทียบเรือของตนโดยตลอด..." เงื่อนไขการประกันภัย ข้อ 6 (เอ) ผู้เช่าต้องทำประกันภัยเต็มจำนวนมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ กทท. และที่ตนจัดมาบริการให้ตามที่ระบุในสัญญา โดยระบุให้ กทท. เป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามรายการทรัพย์สินต่อท้ายนี้ หากเกิดการสูญหายหรือเสียหายดังระบุไว้ข้างต้น" และข้อสัญญาการชำระเงินตามข้อ 3.2 "ผู้เช่าต้องชำระเงินให้แก่ กทท. ซึ่งได้แก่ ค่าเช่าที่มีสองส่วนคือ ส่วนที่หนึ่ง ค่าธรรมเนียมการเช่าประจำปี เป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าที่ กทท. เป็นผู้กำหนดและส่วนที่สองคือ ผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม ซึ่งผู้เช่าจะเป็นผู้เสนอให้ กทท. โดยคิดจากจำนวนต่อทีอียู ที่บรรทุกขนถ่ายที่ท่าเทียบเรือตามจำนวน ทีอียู ที่ทำการขนถ่ายและบรรทุก จากขึ้นเรือสินค้า รายละเอียดเงื่อนไขการชำระเงินได้ระบุไว้ในภาคผนวกบี หากผู้เช่ามิได้ชำระค่าเช่าภายในกำหนดเวลา กทท. มีสิทธิที่จะได้รับการชำระเงินโดยจะบังคับให้ชำระค่าเช่าที่ครบกำหนดชำระได้จากหนังสือค้ำประกันการเช่าและผู้เช่าจะต้องยื่นหนังสือค้ำประกันการเช่าฉบับใหม่เต็มจำนวนภายในสามสิบวัน หากผู้เช่ามิได้ดำเนินการ กทท. จะบอกเลิกสัญญาเช่าอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาของผู้เช่าเอง" ซึ่งข้อความตามสัญญาและภาคผนวกล้วนแสดงให้เห็นว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยยอมให้โจทก์ใช้ทรัพย์สินและโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษากับเอาประกันภัยทรัพย์สินนั้นไว้เพื่อประโยชน์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย รวมทั้งการจดทะเบียนการเช่าอสังหาริมทรัพย์และยังมีการกำหนดค่าตอบแทนที่โจทก์ต้องชำระแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยตามรายละเอียดในภาคผนวก บี ได้แก่ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ตามที่ระบุไว้เป็นตัวเลขค่าธรรมเนียมแน่นอนสำหรับปีที่ 1 ถึง ปีที่ 11 ของการเช่า ค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมคิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องรับกันกับข้อสัญญาการชำระค่าเช่าตามข้อ 3.2 ข้างต้น อันแสดงถึงสิทธิและหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์เป็นเช่นเดียวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าและผู้เช่าตามสัญญาเช่าทรัพย์และแม้การชำระเงินเป็นค่าตอบแทนในการที่โจทก์ได้รับสิทธิตามสัญญานี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่และค่าธรรมเนียมผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติมที่คิดตามปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าต่ำสุดตามอัตราที่กำหนดไว้ในภาคผนวกบี ซึ่งอาจมีบางส่วนที่คิดเป็นค่าตอบแทนในการให้สิทธิโจทก์ได้เข้าดำเนินการท่าเรือเพื่อแสวงหากำไรเป็นของโจทก์ได้ก็ตาม แต่ก็มีค่าธรรมเนียมการเช่าคงที่ซึ่งอย่างน้อยย่อมคิดในลักษณะเป็นค่าเช่าเป็นผลตอบแทนจากการที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าท่าเทียบเรือบี 3 ด้วย ทั้งนี้โจทก์ก็บรรยายฟ้องข้อ 5.2 ว่า ตามสัญญาในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2552 โจทก์ยอมรับว่าเสียค่าตอบแทนคงที่รายปีให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจำนวน 120,000,000 บาท จริง แต่ค่าตอบแทนไม่ใช่เงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินและอาคารในท่าเทียบเรือ บี 3 เพียงอย่างเดียว ยังคงมีค่าตอบแทนการได้รับสัมปทานตลอดจนค่าตอบแทนการใช้ทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็เป็นการยอมรับว่า ค่าธรรมเนียมเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ส่วนหนึ่งด้วย ย่อมแสดงว่าสัญญาระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับโจทก์แม้จะมีข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง แต่อย่างน้อยก็มีวัตถุประสงค์ในการให้สิทธิโจทก์ใช้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยคิดผลตอบแทนที่ถือเป็นค่าเช่าด้วย ดังนั้น ไม่ว่าในบรรดาวัตถุประสงค์ของสัญญานี้จะมีบางส่วนเป็นสัญญาสัมปทานดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ก็ตาม แต่ก็มีส่วนที่มีวัตถุประสงค์เป็นการเช่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินรวมอยู่ด้วย ย่อมถือได้ว่าทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนี้เป็นอาคารและที่ดินที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เช่าตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 17 ตอนท้าย ซึ่งเป็นบทยกเว้นความตอนต้นของมาตรานี้ จึงมีผลให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในทรัพย์สิน ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ท่าเทียบเรือบี 3 ได้รับยกเว้นจากการเสียภาษีโรงเรือนตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร เห็นว่า ปัญหานี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 บัญญัติว่า "การขอยกเว้น ขอให้ปลดภาษีหรือขอให้ลดค่าภาษีตามความในภาค 1 และภาค 2 นั้น ผู้รับประเมินต้องเขียนลงในแบบพิมพ์ที่ยื่นต่อกรมการอำเภอทุก ๆ ปี พร้อมด้วยพยานหลักฐานที่จะสนับสนุน เพื่อว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สามารถสอบสวนให้แน่นอนโดยการไต่สวนหรือวิธีอื่นว่าคำร้องขอนั้นมีมูลดีและจะควรให้ยกเว้นหรือปลดหรือลดภาษีเพียงใดหรือไม่" และมาตรา 34 บัญญัติว่า "ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกคำขอยกเว้นหรือคำขอให้ปลดภาษีหรือลดค่าภาษี ก็ให้แจ้งคำชี้ขาดไปยังผู้รับประเมินและผู้รับประเมินมีสิทธิเช่นเดียวกับเรื่องที่ได้บ่งไว้ในหมวดนี้ที่ว่าด้วยการประเมิน" กรณีของโจทก์เป็นการฟ้องขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินโดยอ้างว่าท่าเทียบเรือบี 3 เป็นทรัพย์สินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการสาธารณะโดยตรงซึ่งได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามมาตรา 9 (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติในภาค 1 ของพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในฐานะผู้รับประเมินที่จะต้องจัดทำคำขอยกเว้นภาษียื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนให้แน่นอนก่อนว่าทรัพย์สินที่พิพาทควรได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มีคำสั่งยกคำขอยกเว้นภาษี การท่าเรือแห่งประเทศไทยก็มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาชี้ขาดและฟ้องคดีต่อศาลตามลำดับภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 เมื่อตามคำฟ้องและทางนำสืบของคู่ความไม่ปรากฏว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ยื่นคำร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เพื่อให้พิจารณายกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับท่าเทียบเรือ บี 3 พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงยังมิได้สอบสวนว่าทรัพย์สินที่พิพาทนั้นควรจะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ และการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ในคดีนี้ก็เป็นการโต้แย้งการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มิใช่การยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 25 และมาตรา 26 ที่สืบเนื่อง มาจากการขอยกเว้นค่าภาษีตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 โจทก์จึงไม่มีสิทธิยกปัญหานี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางเพื่อโต้แย้งว่า ทรัพย์สินที่พิพาทได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินในปีภาษีพิพาทได้อีกตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 33 และมาตรา 34 ปัญหาดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ค่ารายปีควรเป็นเท่าใด โดยโจทก์บรรยายฟ้องและอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ควรนำสูตรการคิดค่ารายปีตามที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยเสนอและที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมากำหนดเป็นค่ารายปี ทั้งมติคณะรัฐมนตรีไม่ใช่กฎหมายและการคิดค่ารายปีและค่าภาษีต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 8 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า ค่ารายปี หมายความว่า จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ การคิดค่ารายปีจึงต้องคิดตามจำนวนค่าตอบแทนคงที่ที่โจทก์จ่ายให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย แต่ต้องหักค่าตอบแทนจากการที่โจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือยกขน ค่าขุดลอกถมดิน ค่ายางประกับเขื่อน แล้วเทียบกับอัตราส่วนค่าตอบแทนคงที่ของท่าเทียบเรือบี 3 กับค่าก่อสร้างท่าเทียบเรือบี 3 ไม่ใช่นำค่าตอบแทนคงที่รายปีของท่าเทียบเรือบี 1 ซึ่งเป็นพื้นที่คนละแห่งกับท่าเทียบเรือบี 3 มาเปรียบเทียบ ค่ารายปีที่เหมาะสมของท่าเทียบเรือบี 3 ไม่ควรเกินร้อยละ 30.2549 ของค่าตอบแทนคงที่รายปี 120,000,000 บาท ค่ารายปีจึงไม่ควรเกิน 36,311,280 บาท และค่าภาษีไม่ควรเกิน 4,538,910 บาท การที่จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมินและจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินให้โจทก์ชำระภาษี 13,315,465.55 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ 8,776,555.55 บาท จึงเป็นกรณีที่โจทก์เห็นว่า จำนวนเงินที่พนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 แจ้งการประเมิน และจำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดยืนตามการประเมินนั้นมีจำนวนสูงเกินสมควร การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงต้องนำเรื่องที่จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย ซึ่งปัญหานี้นายสามารถ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เบิกความว่า ปีภาษี 2546 ถึงปีภาษี 2550 การท่าเรือแห่งประเทศไทยเคยเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ลดหย่อนค่ารายปีตามมาตรา 31 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาลดหย่อนค่ารายปีให้ แต่ปีภาษี 2552 ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีนี้ ไม่ปรากฏว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาว่าค่ารายปีนั้นมีจำนวนที่สูงเกินสมควรหรือไม่ ดังนั้นเมื่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยยังไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31 วรรคท้าย การท่าเรือแห่งประเทศไทยและโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
(ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-กรองเกียรติ คมสัน-เมทินี ชโลธร)
ศาลภาษีอากรกลาง - นายสุธรรม จุลิรัชนีกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
ภาษีอากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.8/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ280/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ196/2553
หมายเหตุ