คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4280/2557 ฉบับเต็ม

#562580
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4280/2557 พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี โจทก์ นายสนธิ นิภาวงศ์ กับพวก โจทก์ร่วม นายแสวง พรมดี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 358 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ตรี แม้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288, 80 จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างว่าเมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ความผิดตามฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 358 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายสนธิ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวลักขณา ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตสำหรับผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และผู้เสียหายที่ 3 เฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 358 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง รถตู้คันหมายเลขทะเบียน ฮต 3718 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยมีโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ขับและผู้เสียหายที่ 2 กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้โดยสารได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกสิบล้อคันหมายเลขทะเบียน 80-6029 สระแก้ว ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ขับ หลังจากเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้วรถทั้งสองคันตกลงข้างถนน ร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันและผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ร่องรอยเฉี่ยวชนและรายงานการตรวจพิสูจน์คดีอุบัติเหตุจราจร คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าสมควรลงโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นหรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนจำเลยฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นควรยกปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก่อน โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของรถตู้เป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ตรี แม้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างว่า เมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ความผิดตามฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายศักดา เวียงแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรัญ เนาวพนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1126/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ683/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ671/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562580
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี",
        "judge": "นายศักดา เวียงแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายจรัญ เนาวพนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978042"
    }
}
date
2557
deka_no
4280/2557
deka_running_no
4280
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายสนธิ นิภาวงศ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายแสวง พรมดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 288, 358

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสนธิ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวลักขณา ผู้เสียหายที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตสำหรับผู้เสียหายที่ 1 เฉพาะข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และผู้เสียหายที่ 3 เฉพาะข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 2 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 358 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามที่โจทก์ โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง รถตู้คันหมายเลขทะเบียน ฮต 3718 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยมีโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ขับและผู้เสียหายที่ 2 กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้โดยสารได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกสิบล้อคันหมายเลขทะเบียน 80-6029 สระแก้ว ซึ่งมีจำเลยเป็นผู้ขับ หลังจากเกิดเหตุเฉี่ยวชนแล้วรถทั้งสองคันตกลงข้างถนน ร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันและผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏตามรายงานผลการตรวจพิสูจน์ร่องรอยเฉี่ยวชนและรายงานการตรวจพิสูจน์คดีอุบัติเหตุจราจร

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 1 ว่าสมควรลงโทษจำคุกจำเลยให้หนักขึ้นหรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ส่วนจำเลยฎีกาขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นควรยกปัญหาตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก่อน โจทก์ร่วมที่ 2 ฎีกาว่า คดีนี้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกัน เมื่อความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ซึ่งเป็นบทเบา แม้จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของรถตู้เป็นผู้เสียหายเฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เท่านั้น มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 จึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์เฉพาะในความผิดที่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหาย เมื่อความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 193 ตรี แม้ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จะมีอัตราโทษที่ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด โจทก์ร่วมที่ 2 จึงไม่อาจใช้สิทธิอุทธรณ์โดยอ้างว่า เมื่อโทษตามบทหนักไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ความผิดตามฐานในบทเบาย่อมอุทธรณ์ได้ด้วยหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่ 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ683/2553
primary_red_case_no
อ671/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000341.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1126/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557