คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2557 ฉบับเต็ม

#562585
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 668/2557 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายชัยณรงค์ วงษ์ศรี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ. นี้ และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วย แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่า คนต่างด้างดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 27, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นช่วยให้คนต่างด้าวที่เข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 ปี ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับ 230,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 230,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 115,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 54 ข้อความตอนแรก ลงโทษปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานให้เข้าพักอาศัย ช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ซึ่งความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วยแต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ เพราะจะเป็นการเกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แม้สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายฟ้องจะพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง แต่ยังไม่อาจชี้ว่าจำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานนอกท้องที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกจับกุมท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง มีข้อความระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์จับกุมซึ่งได้ความว่าจากการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวผู้ถูกจับลำดับที่ 1 ถึงที่ 23 มีใบอนุญาตทำงานอยู่กับนายจ้างในเขตท้องที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้เพิ่มท้องที่การทำงานมาจากจังหวัดนนทบุรี จากสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและสำเนาบันทึกการจับกุมท้ายฟ้อง แล้วฟังว่าคนต่างด้าวทั้ง 23 คน ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานและปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27 และมาตรา 54 ตอนแรก จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้วินิจฉัยเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน (สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายจิรเวทย์ อุนนะนันทน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเมธี ประจงการ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1343/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4208/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4075/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562585
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายจิรเวทย์ อุนนะนันทน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายเมธี ประจงการ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978743"
    }
}
date
2557
deka_no
668/2557
deka_running_no
668
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายชัยณรงค์ วงษ์ศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 64 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 7, 27, 54 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้ที่พักอาศัย ซ่อนเร้นช่วยให้คนต่างด้าวที่เข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 ปี ฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับ 230,000 บาท รวมจำคุก 2 ปี และปรับ 230,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 115,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 54 ข้อความตอนแรก ลงโทษปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงปรับ 5,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานให้เข้าพักอาศัย ช่วยซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ซึ่งความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง มีองค์ประกอบความผิดว่า "ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้..." ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดฐานนี้ คนต่างด้าวจะต้องเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัตินี้และผู้กระทำความผิดต้องรู้เหตุดังกล่าวด้วยแต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงไม่อาจแปลความว่าคนต่างด้าวดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ เพราะจะเป็นการเกินเลยไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย แม้สำเนาบันทึกการจับกุมเอกสารท้ายฟ้องจะพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง แต่ยังไม่อาจชี้ว่าจำเลยรู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงานนอกท้องที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกจับกุมท้ายฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง มีข้อความระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์จับกุมซึ่งได้ความว่าจากการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวผู้ถูกจับลำดับที่ 1 ถึงที่ 23 มีใบอนุญาตทำงานอยู่กับนายจ้างในเขตท้องที่จังหวัดสมุทรปราการ แต่ไม่มีเอกสารอนุญาตให้เพิ่มท้องที่การทำงานมาจากจังหวัดนนทบุรี จากสำนักงานจัดหางานจังหวัดสมุทรปราการ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและสำเนาบันทึกการจับกุมท้ายฟ้อง แล้วฟังว่าคนต่างด้าวทั้ง 23 คน ได้รับใบอนุญาตให้ทำงานและปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27 และมาตรา 54 ตอนแรก จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หาได้วินิจฉัยเอกสารท้ายอุทธรณ์ของจำเลยแต่เพียงอย่างเดียวดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4208/2552
primary_red_case_no
อ4075/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000347.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1343/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557