คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5482/2557 ฉบับเต็ม

#562627
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5482/2557 นายอรรถสิทธิ์ สูตรมงคล โจทก์ นายไชยวัฒน์หรือชัยวัฒน์ พวงลำเจียก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 350 โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ย.1062/2550 ของศาลแพ่ง จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 121938 ตำบลดอนช้าง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ของจำเลยให้แก่ ร. ต่อมาจำเลยตกลงกับ ร. ว่าให้จำเลยขายที่ดินแล้วนำเงินที่ได้มามอบให้แก่ ร. เป็นสินไถ่ จึงมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่ ว. ในวันเดียวกัน แล้วนำเงินที่ได้มอบให้แก่ ร. ดังนี้ การกระทำของจำเลยสำเร็จเป็นความผิดนับแต่ขายฝากที่ดินให้แก่ ร. เพื่อให้พ้นจากการบังคับชำระหนี้ แม้ต่อมาจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับมาเป็นของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่ ว. แล้วมอบเงินที่ได้เป็นสินไถ่ให้แก่ ร. ไม่ว่าจำเลยได้รับส่วนต่างจากเงินค่าขายที่ดินหรือไม่ ก็เป็นการกระทำเพื่อให้การขายที่ดินสำเร็จตามข้อตกลงเท่านั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นความผิดขึ้นใหม่อีกกรรมหนึ่งแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินและต่อมาได้โอนขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยสำเร็จเป็นความผิดนับแต่ขายฝากที่ดินให้แก่นายรุ่งเพื่อให้พ้นจากการบังคับชำระหนี้ แม้ต่อมาภายในกำหนดเวลาไถ่มีข้อตกลงขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์จนต้องโอนที่ดินกลับคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่นางสาววัชราภรณ์ไปในวันเดียวกัน ก็ได้ความว่าเงินที่ใช้เป็นสินไถ่เป็นจำนวนเดียวกับที่นางสาววัชราภรณ์มอบให้แก่นายรุ่งเป็นค่าที่ดิน ไม่ว่าจำเลยได้รับส่วนต่างจากเงินค่าขายที่ดินดังกล่าวดังที่โจทก์ฎีกาจริงหรือไม่ ก็เป็นการกระทำเพื่อให้การขายที่ดินสำเร็จตามข้อตกลงเท่านั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นความผิดขึ้นใหม่อีกกรรมหนึ่งแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ 3,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แม้โจทก์สามารถบังคับคดีโดยยึดที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาทรัพย์ 720,000 บาท ก็ยังขาดจำนวนอยู่อีกมาก และการที่จำเลยโอนขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์ในราคา 400,000 บาท ซึ่งนับได้ว่าโจทก์เสียโอกาสที่สามารถบังคับชำระหนี้เท่าจำนวนดังกล่าว ประกอบกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเพียงรักษาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้เป็นเจ้าหนี้ ขัดขวางการบังคับคดีไม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอันมีผลต่อระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกและปรับ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจึงกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่กรณี พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 6 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-ปดารณี ลัดพลี-แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์) ศาลแขวงขอนแก่น - นายสถาบัน บุญเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.518/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2687/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3086/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562627
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงขอนแก่น",
        "judge": "นายสถาบัน บุญเติม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977815"
    }
}
date
2557
deka_no
5482/2557
deka_running_no
5482
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "ปดารณี ลัดพลี",
    "แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 350"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอรรถสิทธิ์ สูตรมงคล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไชยวัฒน์หรือชัยวัฒน์ พวงลำเจียก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 จำคุก 1 ปี ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยจดทะเบียนขายฝากที่ดินและต่อมาได้โอนขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เมื่อการกระทำของจำเลยสำเร็จเป็นความผิดนับแต่ขายฝากที่ดินให้แก่นายรุ่งเพื่อให้พ้นจากการบังคับชำระหนี้ แม้ต่อมาภายในกำหนดเวลาไถ่มีข้อตกลงขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์จนต้องโอนที่ดินกลับคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยก่อนโอนขายให้แก่นางสาววัชราภรณ์ไปในวันเดียวกัน ก็ได้ความว่าเงินที่ใช้เป็นสินไถ่เป็นจำนวนเดียวกับที่นางสาววัชราภรณ์มอบให้แก่นายรุ่งเป็นค่าที่ดิน ไม่ว่าจำเลยได้รับส่วนต่างจากเงินค่าขายที่ดินดังกล่าวดังที่โจทก์ฎีกาจริงหรือไม่ ก็เป็นการกระทำเพื่อให้การขายที่ดินสำเร็จตามข้อตกลงเท่านั้น ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยกลับเป็นความผิดขึ้นใหม่อีกกรรมหนึ่งแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า มีเหตุรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์ 3,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แม้โจทก์สามารถบังคับคดีโดยยึดที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาทรัพย์ 720,000 บาท ก็ยังขาดจำนวนอยู่อีกมาก และการที่จำเลยโอนขายที่ดินให้แก่นางสาววัชราภรณ์ในราคา 400,000 บาท ซึ่งนับได้ว่าโจทก์เสียโอกาสที่สามารถบังคับชำระหนี้เท่าจำนวนดังกล่าว ประกอบกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย มุ่งเพียงรักษาประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ ไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้เป็นเจ้าหนี้ ขัดขวางการบังคับคดีไม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอันมีผลต่อระเบียบกฎเกณฑ์ทางสังคม จึงไม่สมควรรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดโทษจำคุกและปรับ เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรไม่รอการลงโทษจึงกำหนดโทษจำคุกเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่กรณี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุก 6 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2687/2553
primary_red_case_no
อ3086/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000339.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.518/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557