คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4492/2557 ฉบับเต็ม

#562644
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4492/2557 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง นายกมล แซ่เล้า กับพวก จำเลย พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 ตรี, มาตรา 38 จัตวา พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3, มาตรา 7 การที่โจทก์เดิมโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการบริหารจัดการหนี้ อันเป็นเรื่องการบริหารสินทรัพย์ตามความในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การโอนสิทธิในการบริหารจัดการหนี้มิใช่เป็นเรื่องการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามความในมาตรา 38 ตรี แห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 จึงไม่ต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 จัตวา การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์เดิมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จึงเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งโจทก์เดิมสามารถกระทำได้ และเมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องก็มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,063,644.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 9,261,523.94 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 3,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 700,000 บาท และ 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จ แก่โจทก์ ตามลำดับ และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในเบี้ยประกันภัย 1,832.55 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการสวมสิทธิ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เดิมเป็นนิติบุคคลประเภทธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์เดิมได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้โอนสิทธิมีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิ และผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์เดิมเป็นธนาคารพาณิชย์ การโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ถือเป็นการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน เมื่อไม่ปฎิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 ตรี และ 38 จัตวา จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า การที่โจทก์เดิมโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการบริหารจัดการหนี้ อันเป็นเรื่องการบริหารสินทรัพย์ตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การโอนสิทธิในการบริหารจัดการหนี้มิใช่เรื่องการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามความในมาตรา 38 ตรี แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 จึงไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 จัตวา การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระหว่างโจทก์เดิมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จึงเป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งโจทก์เดิมสามารถกระทำได้ และเมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ศรีอัมพร ศาลิคุปต์-ธีระพงศ์ จิระภาค-ประมวญ รักศิลธรรม) ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายเทอดพงศ์ จามน้อยพรหม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1242/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ887/2541 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ68/2542 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562644
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกาญจนบุรี",
        "judge": "นายเทอดพงศ์ จามน้อยพรหม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978038"
    }
}
date
2557
deka_no
4492/2557
deka_running_no
4492
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ศรีอัมพร ศาลิคุปต์",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ประมวญ รักศิลธรรม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505",
        "sections": [
            "ม. 38 ตรี",
            "ม. 38 จัตวา"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกมล แซ่เล้า กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 11,063,644.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 24 ต่อปี จากต้นเงิน 9,261,523.94 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 3,550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในต้นเงิน 700,000 บาท และ 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 จนกว่าชำระเสร็จ แก่โจทก์ ตามลำดับ และให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมรับผิดในเบี้ยประกันภัย 1,832.55 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง ยื่นคำขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านการสวมสิทธิ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำคัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เดิมเป็นนิติบุคคลประเภทธนาคารพาณิชย์และเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสี่ตามคำพิพากษา ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์เดิมได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2547 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ได้โอนสิทธิมีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิ และผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์เดิมเป็นธนาคารพาณิชย์ การโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ถือเป็นการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน เมื่อไม่ปฎิบัติตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 ตรี และ 38 จัตวา จึงตกเป็นโมฆะ เห็นว่า การที่โจทก์เดิมโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่กับจำเลยทั้งสี่ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เป็นการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและหลักประกันเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินการบริหารจัดการหนี้ อันเป็นเรื่องการบริหารสินทรัพย์ตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 การโอนสิทธิในการบริหารจัดการหนี้มิใช่เรื่องการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ตามความในมาตรา 38 ตรี แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 จึงไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 38 จัตวา การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระหว่างโจทก์เดิมกับบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด จึงเป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งโจทก์เดิมสามารถกระทำได้ และเมื่อบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด โอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์ตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ887/2541
primary_red_case_no
พ68/2542
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000341.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1242/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557