คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5604/2557 ฉบับเต็ม

#562661
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5604/2557 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยบริษัทบริหาร โจทก์ สินทรัพย์สุขุมวิทจำกัดผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน บริษัทสุรกุลทรัพย์ไพศาล จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 25 หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดี ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 จำเลยไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้อีก ซึ่งจำเลยแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด รวมถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 แม้ปัญหาเรื่องกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลยชอบหรือไม่จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13762 ถึง 13764 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 17317 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 113,333.33 บาท และอีกเดือนละ 200,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ที่ยังขาดอยู่มาชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่มาชำระภายใน 15 วัน จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จำเลยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการวางเงินค่าขึ้นศาลเสียก่อน ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ ศาลชั้นต้นสอบถามแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม จำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 จำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงิน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ เห็นว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดี ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 จำเลยไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้อีก ซึ่งจำเลยได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด รวมถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 แม้ปัญหาเรื่องกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลยชอบหรือไม่จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) พิพากษายกการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าประสงค์จะเข้าว่าคดีแทนจำเลยหรือไม่ เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (สมศักดิ์ อเนกพุฒิ-ประยูร ณ ระนอง-ภาติยะ ดวงมณี) ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นางสาวอุษณี กระแจะจวง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายเกรียงศักดิ์ คงผล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.446/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ508/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1419/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562661
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรสาคร",
        "judge": "นางสาวอุษณี กระแจะจวง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายเกรียงศักดิ์ คงผล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977713"
    }
}
date
2557
deka_no
5604/2557
deka_running_no
5604
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ อเนกพุฒิ",
    "ประยูร ณ ระนอง",
    "ภาติยะ ดวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 25"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยบริษัทบริหาร"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "สินทรัพย์สุขุมวิทจำกัดผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสุรกุลทรัพย์ไพศาล จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 13762 ถึง 13764 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร (บ้านบ่อ) จังหวัดสมุทรสาคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 17317 ตำบลนาโคก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 113,333.33 บาท และอีกเดือนละ 200,000 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกให้จำเลยนำค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ที่ยังขาดอยู่มาชำระให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยนำเงินค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่มาชำระภายใน 15 วัน จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด จำเลยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการวางเงินค่าขึ้นศาลเสียก่อน ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไป 30 วัน ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2553 เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยไม่นำเงินมาวาง ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 7

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่

ศาลชั้นต้นสอบถามแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2553 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม จำเลยทราบคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2553 จำเลยขอขยายระยะเวลาวางเงิน โดยอ้างเหตุว่าจำเลยถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นอนุญาต เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ เห็นว่า หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจเข้าว่าคดี ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 จำเลยไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้อีก ซึ่งจำเลยได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้ว แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีแทนจำเลย การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาด รวมถึงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 25 แม้ปัญหาเรื่องกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 และการยื่นฎีกาของจำเลยชอบหรือไม่จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษายกการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาจำเลย ให้ศาลชั้นต้นสอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าประสงค์จะเข้าว่าคดีแทนจำเลยหรือไม่ เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ508/2551
primary_red_case_no
พ1419/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000338.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.446/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557