คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2557 ฉบับเต็ม

#562663
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6679/2557 นายรังสรรค์ เส้นเศษ กับพวก โจทก์ นายพรอรุณ จารุภาค กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 249 วรรคสอง ป.พ.พ. มาตรา 420 คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายกับพวกและจำเลยที่ 1 กับพวกต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในทางอาญา ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งต่อจำเลยที่ 1 เพราะความยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่จะนำมาอ้างเป็นเหตุมิให้ยกเว้นความรับผิดทางละเมิด อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะข้อสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมโดยตรง ที่มีต่อกันในทางธุรกรรมเกี่ยวกับอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสองอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่หยิบยกขึ้นแก้ไข ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 261,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาได้ความว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงนายธรรมชาติถึงแก่ความตาย เกิดจากการทะเลาะวิวาทระหว่างวัยรุ่น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยรุ่นบ้านเด่นคาซึ่งมีจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย กับกลุ่มวัยรุ่นบ้านเด่นวัวซึ่งมีผู้ตายรวมอยู่ด้วย โดยเริ่มวิวาทกันตั้งแต่งานบวชที่บ้านของนายต้นและนายเก่ง ต่อมาเมื่อแยกย้ายกันออกจากงานก็มีการดักใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบกัน จนกระทั่งกลุ่มของผู้ตายไปดักที่บริเวณปากทางขึ้นวัดดอยสวรรค์ได้พบกลุ่มของจำเลยที่ 1 ผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับพวกได้ถืออาวุธมีดยาวประมาณ 1 ศอก วิ่งตรงไปหากลุ่มของจำเลยที่ 1 กับพวก ผู้ตายจึงถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณใบหน้า ลำคอและทรวงอกด้านหน้า ครั้นในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด คดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 1 ถูกลงโทษในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อด. 56/2548ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1207/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังนี้ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายกับพวกและจำเลยที่ 1 กับพวกต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในทางอาญา รวมตลอดทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งต่อจำเลยที่ 1 เพราะความยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่จะนำมาอ้างเป็นเหตุมิให้ยกเว้นความรับผิดทางละเมิด อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะข้อสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมโดยตรงที่มีต่อกันในทางธุรกรรมเกี่ยวกับอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสามอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่หยิบยกขึ้นแก้ไข ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย จุลนิติ์-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์) ศาลจังหวัดตาก - นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร ศาลอุทธรณ์ - นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.798/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ56/2549 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ242/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562663
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตาก",
        "judge": "นางสาวจิตเมตต์ เพ็ญธิสาร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977476"
    }
}
date
2557
deka_no
6679/2557
deka_running_no
6679
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย",
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 249 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายรังสรรค์ เส้นเศษ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพรอรุณ จารุภาค กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 261,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาได้ความว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงนายธรรมชาติถึงแก่ความตาย เกิดจากการทะเลาะวิวาทระหว่างวัยรุ่น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มวัยรุ่นบ้านเด่นคาซึ่งมีจำเลยที่ 1 รวมอยู่ด้วย กับกลุ่มวัยรุ่นบ้านเด่นวัวซึ่งมีผู้ตายรวมอยู่ด้วย โดยเริ่มวิวาทกันตั้งแต่งานบวชที่บ้านของนายต้นและนายเก่ง ต่อมาเมื่อแยกย้ายกันออกจากงานก็มีการดักใช้อาวุธปืนยิงโต้ตอบกัน จนกระทั่งกลุ่มของผู้ตายไปดักที่บริเวณปากทางขึ้นวัดดอยสวรรค์ได้พบกลุ่มของจำเลยที่ 1 ผู้ตายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับพวกได้ถืออาวุธมีดยาวประมาณ 1 ศอก วิ่งตรงไปหากลุ่มของจำเลยที่ 1 กับพวก ผู้ตายจึงถูกจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณใบหน้า ลำคอและทรวงอกด้านหน้า ครั้นในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด คดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 1 ถูกลงโทษในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อด. 56/2548ของศาลชั้นต้น และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1207/2551 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังนี้ จึงต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ผู้ตายกับพวกและจำเลยที่ 1 กับพวกต่างสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยยอมรับอันตรายหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากการวิวาทต่อสู้ทำร้ายกัน ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในทางอาญา รวมตลอดทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งต่อจำเลยที่ 1 เพราะความยินยอมไม่ก่อให้เกิดละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสอง และกรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ที่จะนำมาอ้างเป็นเหตุมิให้ยกเว้นความรับผิดทางละเมิด อันเป็นบทกฎหมายเฉพาะข้อสัญญาซึ่งเป็นนิติกรรมโดยตรงที่มีต่อกันในทางธุรกรรมเกี่ยวกับอำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ทั้งสามอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรไม่หยิบยกขึ้นแก้ไข ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ56/2549
primary_red_case_no
พ242/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000336.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.798/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557