คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21886/2556 ฉบับเต็ม

#562664
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21886/2556 นายณรงค์ หงษ์ทอง โจทก์ บริษัทนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224, มาตรา 249 โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โดยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาเฉพาะตามฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งไม่ได้เสียค่าขึ้นศาล แต่อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้รับรองให้อุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในอุทธรณ์โจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง เป็นการไม่ชอบ กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งนับแต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในฎีกาโจทก์ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2554เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินประกันตามสัญญาเช่าที่จำเลยวางไว้ต่อโจทก์ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 จนถึงวันฟ้องแย้ง(วันที่ 23 มิถุนายน 2554) เป็นเวลา 115 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 284 บาทขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 6,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงิน 6,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งคดีละ 3,000 บาท แทนจำเลย โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โดยในส่วนฟ้องโจทก์นั้นโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่มีสิทธิรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่โจทก์มีหนังสือแจ้งห้ามรื้อถอน และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในสิ่งก่อสร้างที่จำเลยรื้อถอนออกไปดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนฟ้องแย้งจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์คืนเงินประกันแก่จำเลยตามฟ้องแย้งแล้ว โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย และเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาเฉพาะตามฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งไม่ได้เสียค่าขึ้นศาล แต่อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้รับรองให้อุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งนี้เสีย การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในอุทธรณ์โจทก์ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2555 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง เป็นการไม่ชอบ ฉะนั้น กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งนับแต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในฎีกาโจทก์ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161, 167 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไข ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งเสียทั้งหมด ยกอุทธรณ์และยกฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งเสียทั้งหมด ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโจทก์ไม่ได้เสียมาจึงไม่มีค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องโจทก์ในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (สมยศ เข็มทอง-ไชยยงค์ คงจันทร์-เมทินี ชโลธร) ศาลจังหวัดพะเยา - นายณัฏฐ์พัฒธร ยาวิเริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะลาส แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.938/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ321/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ980/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562664
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพะเยา",
        "judge": "นายณัฏฐ์พัฒธร ยาวิเริง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นางจุฑามาศ วงศ์ศิวะลาส"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978855"
    }
}
date
2556
deka_no
21886/2556
deka_running_no
21886
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ไชยยงค์ คงจันทร์",
    "เมทินี ชโลธร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224",
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายณรงค์ หงษ์ทอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2554เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้โจทก์คืนเงินประกันตามสัญญาเช่าที่จำเลยวางไว้ต่อโจทก์ 6,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 จนถึงวันฟ้องแย้ง(วันที่ 23 มิถุนายน 2554) เป็นเวลา 115 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 284 บาทขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 6,284 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์คืนเงิน 6,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งคดีละ 3,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย โดยในส่วนฟ้องโจทก์นั้นโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่มีสิทธิรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่โจทก์มีหนังสือแจ้งห้ามรื้อถอน และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในสิ่งก่อสร้างที่จำเลยรื้อถอนออกไปดังกล่าวนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาที่เมื่อพิจารณาฎีกาทั้งฉบับแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงผลตามคำวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระอันควรแก่การพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 219 วรรคสอง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง แต่ในส่วนฟ้องแย้งจำเลยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์คืนเงินประกันแก่จำเลยตามฟ้องแย้งแล้ว โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับตามฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลย และเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์มาเฉพาะตามฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งไม่ได้เสียค่าขึ้นศาล แต่อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งมีทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นได้รับรองให้อุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งนี้เสีย การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในอุทธรณ์โจทก์ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2555 ถือได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง เป็นการไม่ชอบ ฉะนั้น กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งนับแต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนฟ้องแย้งดังกล่าวมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งรวมมาในฎีกาโจทก์ฉบับลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งจึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้ง

อนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยมิได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161, 167 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้แก้ไข ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งเสียทั้งหมด ยกอุทธรณ์และยกฎีกาโจทก์ในส่วนฟ้องแย้งเสียทั้งหมด ค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาโจทก์ไม่ได้เสียมาจึงไม่มีค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งที่ต้องคืนให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับฟ้องโจทก์ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องโจทก์ในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
พ321/2554
primary_red_case_no
พ980/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000348.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.938/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556