คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2557 ฉบับเต็ม

#562678
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2557 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดยโสธร โจทก์ นายไพรทูล แห้วชิน จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการดังต่อไปนี้ (8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า ประกอบกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน และมีพัฒนาการที่เหมาะสม อันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรมตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ หรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ทั้งกฎกระทรวงซึ่งออกตามความมาตรา 59 แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ข้อ 12 (2) กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขให้เด็กเข้าไปใช้บริการร้านวีดิทัศน์ก็เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กมิให้เข้าไปอยู่ในสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย โดยเล็งเห็นว่าเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เด็กควรจะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองในด้านการเรียน เพื่อเด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้สมวัย เพื่อเป็นพลเมืองดีมีอนาคต เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านเกมอยู่ในบังคับกฎกระทรวงข้างต้นได้ปล่อยปละละเลยให้เด็กซึ่งมิใช่บุคคลภายในครอบครัวของจำเลยเข้าไปในร้านในเวลาที่กฎหมายกำหนดห้าม แม้เด็กจะอยู่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอที่จะเล่นเกมแต่ยังไม่ได้ใช้บริการเล่นเกมหรือยังไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อบริการก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 22, 26, 78 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (8), 78 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ชื่อร้าน "โฟนด็อดเน็ต" ให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตโดยเก็บเงินค่าบริการ อยู่ในบังคับกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ข้อ 12 (2) ที่กำหนดให้เด็กอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปแต่ไม่เกินสิบแปดปีเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 14.00 นาฬิกา แต่ไม่เกิน 22.00 นาฬิกา ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้องมีนายวัชระและนายกฤษณะซึ่งเป็นเด็กอายุ 16 ปี ทั้งสองคน และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส เข้าไปในร้านวีดิทัศน์ของจำเลยอันเป็นเวลาต้องห้ามตามกฎกระทรวงข้างต้น มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้ (8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเจตนารมณ์ไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติว่า เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนและมีพัฒนาการที่เหมาะสมอันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรมตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อีกทั้งกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ข้อ 12 (2) กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขให้เด็กเข้าใช้บริการร้านวีดิทัศน์ก็เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก มิให้เข้าไปอยู่ในสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย โดยเล็งเห็นว่าเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เด็กควรจะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองในด้านการเรียน เพื่อเด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้สมวัยเพื่อเป็นพลเมืองดี มีอนาคต เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป เช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านเกมอยู่ในบังคับกฎกระทรวงข้างต้นได้ปล่อยปละละเลยให้เด็กซึ่งมิใช่บุคคลภายในครอบครัวของจำเลยเข้าไปในร้านในเวลาที่กฎหมายกำหนดห้าม แม้เด็กจะอยู่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอที่จะเล่นเกมแต่ยังไม่ได้ใช้บริการเล่นเกมหรือยังไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อบริการก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ส่วนข้ออ้างอื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (กิจชัย จิตธารารักษ์-พฤษภา พนมยันตร์-สมเกียรติ เจริญสวรรค์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร - นายกวีพจน์ สุรนิจ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางอรทัศน์ อุดมโชค แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(อ)12/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น คด10/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น คด2/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562678
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดยโสธร",
        "judge": "นายกวีพจน์ สุรนิจ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางอรทัศน์ อุดมโชค"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976688"
    }
}
date
2557
deka_no
9647/2557
deka_running_no
9647
deka_year
2557
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "กิจชัย จิตธารารักษ์",
    "พฤษภา พนมยันตร์",
    "สมเกียรติ เจริญสวรรค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546",
        "sections": [
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จังหวัดยโสธร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไพรทูล แห้วชิน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 4, 5, 22, 26, 78

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 (8), 78 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นที่ยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งในชั้นนี้ได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ชื่อร้าน "โฟนด็อดเน็ต" ให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตโดยเก็บเงินค่าบริการ อยู่ในบังคับกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ข้อ 12 (2) ที่กำหนดให้เด็กอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปแต่ไม่เกินสิบแปดปีเข้าใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 14.00 นาฬิกา แต่ไม่เกิน 22.00 นาฬิกา ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้องมีนายวัชระและนายกฤษณะซึ่งเป็นเด็กอายุ 16 ปี ทั้งสองคน และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส เข้าไปในร้านวีดิทัศน์ของจำเลยอันเป็นเวลาต้องห้ามตามกฎกระทรวงข้างต้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการ ดังต่อไปนี้ (8) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า ประกอบกับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวระบุเจตนารมณ์ไว้ในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติว่า เพื่อให้เด็กได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนและมีพัฒนาการที่เหมาะสมอันเป็นการส่งเสริมความมั่นคงของครอบครัว รวมทั้งป้องกันมิให้เด็กถูกทารุณกรรมตกเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบหรือถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อีกทั้งกฎกระทรวงซึ่งออกตามความในมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ฉบับลงวันที่ 24 กันยายน 2552 ข้อ 12 (2) กำหนดวันเวลาและเงื่อนไขให้เด็กเข้าใช้บริการร้านวีดิทัศน์ก็เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็ก มิให้เข้าไปอยู่ในสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสียหาย โดยเล็งเห็นว่าเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่เด็กควรจะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อศึกษาหาความรู้ พัฒนาตนเองในด้านการเรียน เพื่อเด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการให้สมวัยเพื่อเป็นพลเมืองดี มีอนาคต เป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป เช่นนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของร้านเกมอยู่ในบังคับกฎกระทรวงข้างต้นได้ปล่อยปละละเลยให้เด็กซึ่งมิใช่บุคคลภายในครอบครัวของจำเลยเข้าไปในร้านในเวลาที่กฎหมายกำหนดห้าม แม้เด็กจะอยู่บริเวณหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อรอที่จะเล่นเกมแต่ยังไม่ได้ใช้บริการเล่นเกมหรือยังไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อบริการก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแล้ว ส่วนข้ออ้างอื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
คด10/2555
primary_red_case_no
คด2/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000329.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(อ)12/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557