คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2557 ฉบับเต็ม

#562684
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9590/2557 นายโชคทวีหรือทวี จำปาแดง โจทก์ บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, มาตรา 45 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้การว่าสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาตัวการตัวแทนขายประกัน ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จำเลยแถลงรับในรายงานกระบวนพิจารณาว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน สาระสำคัญของนิติสัมพันธ์จึงต้องพิจารณาทั้งจากข้อความที่แถลงด้วยวาจาและข้อสัญญาที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษรประกอบกัน หากขัดแย้งกันต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ ตามรายงานกระบวนพิจารณาจำเลยว่าจ้างโจทก์โดยอาศัยสาระสำคัญของข้อตกลงตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาข้อสัญญาตามสัญญาตั้งตัวแทนประกอบข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของพยานจึงไม่ขัดแย้งกับรายงานกระบวนพิจารณาที่บันทึกไว้ เป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงมาใช้พิจารณาพิพากษาคดีให้เกิดความเป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรก็เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยอาจนำ ป.วิ.พ. มาใช้โดยอนุโลม การนำ ป.วิ.พ. มาตรา 84 มาใช้โดยอนุโลมย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลแรงงานที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานใดตามที่เห็นสมควรได้ ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและพยานอื่นประกอบการวินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่จึงไม่เป็นการสืบพยานนอกประเด็นและไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 6,838,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 ตามสำเนาสัญญาแต่งตั้งตัวแทน แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาแต่งตั้งตัวแทนแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอำนาจลงโทษทางวินัยโจทก์นอกจากการเลิกสัญญา โจทก์ทำงานกับจำเลยครั้งแรกเป็นตัวแทนขายประกัน ได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามผลงานการขาย พนักงานขายประกันของจำเลยไม่ได้รับเงินเดือน สำหรับโจทก์แม้จำเลยจ่ายเงินเดือนคงที่ให้เดือนละ 6,300 บาท แต่โจทก์มีรายได้จากจำเลยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายประกัน การกำหนดเงินเดือนคงที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของบำเหน็จตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 830 นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการตัวแทนมิใช่นายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตของจำเลย มิใช่ลูกจ้างของจำเลย โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 แล้วว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว ไม่มีประเด็นที่จะต้องนำสืบหักล้างอีก การสืบพยานในภายหลังถือเป็นการสืบพยานนอกประเด็น ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เป็นประเด็นมาวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ประกอบมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นสัญญาตัวการตัวแทนขายประกัน จึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ แม้โจทก์กับจำเลยจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 แต่ก็แถลงต่อไปว่าเป็นการจ้างกันตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นสาระสำคัญของนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงต้องพิจารณาทั้งจากข้อความที่แถลงด้วยวาจาและข้อสัญญาที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรประกอบกัน และถ้าปรากฏความขัดแย้งกันย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ เมื่ออ่านรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 โดยรวมแล้ว จำเลยว่าจ้างโจทก์โดยอาศัยสาระสำคัญของข้อตกลงตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาจากข้อสัญญาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของพยานจึงไม่ขัดแย้งกับรายงานกระบวนพิจารณาที่บันทึกไว้ ทั้งยังเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงมาใช้พิจารณาพิพากษาคดีให้เกิดความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรก็เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย โดยอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมในกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติไว้ ดังนั้นการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 มาใช้โดยอนุโลมย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลแรงงานที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานใดตามที่เห็นสมควรได้ ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและพยานอื่นประกอบการวินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ จึงไม่เป็นการสืบพยานนอกประเด็น และไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบที่ศาลแรงงาน ภาค 4 วินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายประกันชีวิต มิใช่สัญญาจ้างแรงงานนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน (ธีระพงศ์ จิระภาค-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-วิรุฬห์ แสงเทียน) ศาลแรงงานภาค 2 - นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.238/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ83/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562684
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 2",
        "judge": "นายศุทธิพงศ์ ภูสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976691"
    }
}
date
2557
deka_no
9590/2557
deka_running_no
9590
deka_year
2557
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84 (3)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 45 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายโชคทวีหรือทวี จำปาแดง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 6,838,216 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ว่าโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 ตามสำเนาสัญญาแต่งตั้งตัวแทน แต่เมื่อพิเคราะห์สัญญาแต่งตั้งตัวแทนแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอำนาจลงโทษทางวินัยโจทก์นอกจากการเลิกสัญญา โจทก์ทำงานกับจำเลยครั้งแรกเป็นตัวแทนขายประกัน ได้รับการเลื่อนตำแหน่งตามผลงานการขาย พนักงานขายประกันของจำเลยไม่ได้รับเงินเดือน สำหรับโจทก์แม้จำเลยจ่ายเงินเดือนคงที่ให้เดือนละ 6,300 บาท แต่โจทก์มีรายได้จากจำเลยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายประกัน การกำหนดเงินเดือนคงที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของบำเหน็จตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 830 นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นความผูกพันในฐานะตัวการตัวแทนมิใช่นายจ้างกับลูกจ้าง โจทก์เป็นตัวแทนขายประกันชีวิตของจำเลย มิใช่ลูกจ้างของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 แล้วว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลย ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้ว ไม่มีประเด็นที่จะต้องนำสืบหักล้างอีก การสืบพยานในภายหลังถือเป็นการสืบพยานนอกประเด็น ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังพยานหลักฐานที่ไม่เป็นประเด็นมาวินิจฉัยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 ประกอบมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้การว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยมิใช่สัญญาจ้างแรงงาน แต่เป็นสัญญาตัวการตัวแทนขายประกัน จึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ แม้โจทก์กับจำเลยจะแถลงรับข้อเท็จจริงกันในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2549 แต่ก็แถลงต่อไปว่าเป็นการจ้างกันตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นสาระสำคัญของนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลย จึงต้องพิจารณาทั้งจากข้อความที่แถลงด้วยวาจาและข้อสัญญาที่ทำไว้เป็นลายลักษณ์อักษรประกอบกัน และถ้าปรากฏความขัดแย้งกันย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ เมื่ออ่านรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 สิงหาคม 2549 โดยรวมแล้ว จำเลยว่าจ้างโจทก์โดยอาศัยสาระสำคัญของข้อตกลงตามสัญญาแต่งตั้งตัวแทน ดังนั้นที่ศาลแรงงานภาค 4 พิจารณาจากข้อสัญญาประกอบข้อเท็จจริงที่ได้จากคำเบิกความของพยานจึงไม่ขัดแย้งกับรายงานกระบวนพิจารณาที่บันทึกไว้ ทั้งยังเป็นอำนาจของศาลแรงงานที่จะแสวงหาข้อเท็จจริงมาใช้พิจารณาพิพากษาคดีให้เกิดความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ที่ศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรก็เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมาย โดยอาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมในกรณีที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติไว้ ดังนั้นการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 มาใช้โดยอนุโลมย่อมไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลแรงงานที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังพยานใดตามที่เห็นสมควรได้ ที่ศาลแรงงานภาค 4 รับฟังข้อเท็จจริงและพยานอื่นประกอบการวินิจฉัยประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ จึงไม่เป็นการสืบพยานนอกประเด็น และไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานโดยไม่ชอบที่ศาลแรงงาน ภาค 4 วินิจฉัยว่านิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนขายประกันชีวิต มิใช่สัญญาจ้างแรงงานนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ83/2545
primary_red_case_no
พ2/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000329.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.238/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557