คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4706/2557 ฉบับเต็ม

#562688
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4706/2557 นายอภิสัณห์ เย็นบุญส่ง โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงานและจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข (1) ถึง (3) โดย (3) ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ในลักษณะนี้ซึ่งก็คือหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนั่นเอง ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตน แสดงว่าโจทก์และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ยอมรับกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับแต่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามความในมาตรา 78 (3) ต่อไปอีก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 เรื่องคำสั่งประโยชน์ทดแทนที่ รง 0623/บ1/20247 ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 187/2551 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงานเป็น 90 วัน เป็นเงิน 6,750 บาท โจทก์ได้รับมาแล้ว 1,538.90 บาท คงเหลืออีก 5,211.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานจำนวน 22 วัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า เงินทดแทนในกรณีชราภาพมีกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ.2533 และมาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ให้รัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพซึ่งบัญชี ค. กำหนดให้รัฐบาลออกร้อยละ 1 นายจ้างออกร้อยละ3 และผู้ประกันตนออกร้อยละ 3 กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป แต่รัฐบาลไม่เคยออกเงินสมทบในอัตราร้อยละ 1 เลย เงินบำเหน็จชราภาพจึงเป็นเงินที่โจทก์และนายจ้างส่งสมทบเอง แล้วจำเลยนำไปประกอบธุรกิจหารายได้เพิ่มจ่ายผลตอบแทนจากการนำเงินไปหาดอกผลให้โจทก์ เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินของโจทก์โดยชอบ จำเลยไม่มีสิทธิตัดสิทธิโจทก์ที่จะไม่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานจำนวน 22 วัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ชอบที่จะเพิกถอนเสียนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 บัญญัติว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงานและจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข (1) ถึง (3) โดย (3) ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ในลักษณะนี้ซึ่งก็คือหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนั่นเอง ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นเงิน 38,876.16 บาท แสดงว่าโจทก์และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ยอมรับกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับแต่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามความในมาตรา 78 (3) ต่อไปอีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า รัฐบาลไม่เคยออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามกฎกระทรวงเลย เงินที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วจึงไม่ใช่เงินบำเหน็จชราภาพตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชัดเจนว่าโจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นเงิน 38,876.16 บาท หากจำนวนเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพไม่ถูกต้องเพราะเหตุรัฐบาลยังมิได้ออกเงินสมทบเข้ากองทุนให้ดังที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวในส่วนเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพที่ยังได้รับไม่ครบ จะอ้างว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพไม่ครบเพราะรัฐบาลยังไม่ออกเงินสมทบมาเป็นเหตุให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อไปให้ขัดกับบทบัญญัติมาตรา 78 (3) ไม่ได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (พิทยา บุญชู-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) ศาลแรงงานกลาง - นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.539/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น นบ202/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น นบ191/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562688
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายจตุรงค์ บุรมัธนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977933"
    }
}
date
2557
deka_no
4706/2557
deka_running_no
4706
deka_year
2557
department
แรงงาน
judges
[
    "พิทยา บุญชู",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "sections": [
            "ม. 78"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอภิสัณห์ เย็นบุญส่ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สำนักงานประกันสังคม"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 เรื่องคำสั่งประโยชน์ทดแทนที่ รง 0623/บ1/20247 ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 187/2551 ของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 และให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงานเป็น 90 วัน เป็นเงิน 6,750 บาท โจทก์ได้รับมาแล้ว 1,538.90 บาท คงเหลืออีก 5,211.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามกฎหมายจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานจำนวน 22 วัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์สรุปความได้ว่า เงินทดแทนในกรณีชราภาพมีกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ.2533 และมาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ระบุไว้ในข้อ 3 ว่า ให้รัฐบาล นายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพซึ่งบัญชี ค. กำหนดให้รัฐบาลออกร้อยละ 1 นายจ้างออกร้อยละ3 และผู้ประกันตนออกร้อยละ 3 กฎกระทรวงฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป แต่รัฐบาลไม่เคยออกเงินสมทบในอัตราร้อยละ 1 เลย เงินบำเหน็จชราภาพจึงเป็นเงินที่โจทก์และนายจ้างส่งสมทบเอง แล้วจำเลยนำไปประกอบธุรกิจหารายได้เพิ่มจ่ายผลตอบแทนจากการนำเงินไปหาดอกผลให้โจทก์ เงินจำนวนนี้จึงเป็นเงินของโจทก์โดยชอบ จำเลยไม่มีสิทธิตัดสิทธิโจทก์ที่จะไม่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ที่ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานจำนวน 22 วัน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ชอบที่จะเพิกถอนเสียนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 78 บัญญัติว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือนและต้องอยู่ภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนการว่างงานและจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข (1) ถึง (3) โดย (3) ระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ในลักษณะนี้ซึ่งก็คือหมวดที่ว่าด้วยประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพนั่นเอง ฟ้องโจทก์ระบุว่าโจทก์ยื่นแบบขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นเงิน 38,876.16 บาท แสดงว่าโจทก์และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ยอมรับกันว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามหมวด 7 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานนับแต่โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามความในมาตรา 78 (3) ต่อไปอีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า รัฐบาลไม่เคยออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามกฎกระทรวงเลย เงินที่จ่ายให้โจทก์ไปแล้วจึงไม่ใช่เงินบำเหน็จชราภาพตามกฎหมายนั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์ระบุชัดเจนว่าโจทก์ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 และสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 มีคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นเงิน 38,876.16 บาท หากจำนวนเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพไม่ถูกต้องเพราะเหตุรัฐบาลยังมิได้ออกเงินสมทบเข้ากองทุนให้ดังที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวในส่วนเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพที่ยังได้รับไม่ครบ จะอ้างว่าโจทก์ได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพไม่ครบเพราะรัฐบาลยังไม่ออกเงินสมทบมาเป็นเหตุให้โจทก์ยังมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานต่อไปให้ขัดกับบทบัญญัติมาตรา 78 (3) ไม่ได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
นบ202/2551
primary_red_case_no
นบ191/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000340.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.539/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557