คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16107 -ที่ 16108/2556 ฉบับเต็ม

#562695
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16107 - 16108/2556 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ จ่าสิบเอกธีรวัจน์หรือจ่าหวิน เมฆสุวรรณ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง, มาตรา 218 วรรคสอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ป.อ. มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ป.อ. มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยวางโทษจำเลยทั้งสองคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้จากความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตาม ป.อ. มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มาเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตาม ป.อ. มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และยังคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 กับจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนไตร่ตรองที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่งด้วย และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288,80 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้จำคุกตลอดชีวิต รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 เพียงสถานเดียว และลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายภูรีหรือตู่ ผู้ตาย เปิดร้านจำหน่ายสุราหนีภาษีทั้งขายปลีกและขายส่ง มีร้านตั้งอยู่ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้ตายบอกนายตวงสิทธิ์ ลูกจ้างว่า มีจ่าศักดิ์โทรศัพท์มาสั่งซื้อสุราและไวน์ 21 ลัง แต่เนื่องจากจ่าศักดิ์เป็นลูกค้าใหม่และสั่งซื้อจำนวนมาก ผู้ตายจึงตกลงที่จะไปส่งของกับนายตวงสิทธิ์ ผู้ตายโทรศัพท์สั่งของจากนายพรภวิชย์ ผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง ผู้ตายขายสุราและไวน์หนีภาษีโดยเอากำไรจากส่วนต่างที่สั่งซื้อจากผู้เสียหาย โดยมีการนัดส่งมอบสุราและไวน์ที่บริเวณหน้าร้านบาโรย หลังจากนั้นผู้ตายซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายตวงสิทธิ์เดินทางไปยังบริเวณหน้าร้านบาโรย ต่อมามีรถยนต์กระบะสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าร้าน มีคนขับและคนนั่งคู่คนขับมากัน 2 คน คนร้ายได้พูดกับผู้ตายว่าชื่อจ่าศักดิ์และสอบถามว่าสุราอยู่ที่ไหน ผู้ตายจึงโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายเพื่อให้นำสุรามาส่ง หลังจากนั้นคนร้ายได้ขับรถเลื่อนเข้าไปจอดลึกจากปากซอยเข้าอีกโดยอ้างว่ากลัวคนอื่นจะเห็น ต่อมาผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งเข้ามาจอดระหว่างรถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์ รถยนต์กระบะของคนร้ายและรถยนต์ของผู้เสียหายยังติดเครื่องยนต์และเปิดไฟหน้าอยู่ทั้งสองคัน นายตวงสิทธิ์ยกสุราจากรถยนต์ของผู้เสียหายไปวางไว้บนกระบะของรถคนร้ายได้ 3 เที่ยว หลังจากนั้นคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพกขนาด .45 (11 มม.) และอาวุธปืนกลขนาด .223 (5.56 มม.) ยิงผู้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณสะบัก ก้น และต้นขาทะลุเข้าไปทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายที่บริเวณต้นขาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งหลบหนีออกไปได้ หลังเกิดเหตุคนร้ายขับรถยนต์กระบะเพื่อหลบหนี แต่รถยนต์กระบะเสียหลักล้อหลังตกลงไปในคูระบายน้ำทำให้ไม่สามารถขับรถต่อไปได้ คนร้ายทั้งสองจึงเดินหลบหนีไป ส่วนนายตวงสิทธิ์ขับรถจักรยานยนต์นำผู้ตายนั่งซ้อนท้ายไปที่โรงพยาบาล ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พันตำรวจโทศักดา สารวัตรสืบสวนสอบสวนเดินทางมาที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีแดงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนตกอยู่ที่คูระบายน้ำ สภาพล้อหน้าและล้อหลังขวาตกอยู่ในร่องคูระบายน้ำ ที่กระบะหลังมีลังสุราและไวน์รวม 7 ลัง พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 ปลอก เมื่อตรวจสอบภายในรถพบแม็กกาซีนอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 อัน พันด้วยสก็อตเทปสีเขียวติดกัน ในแม็กกาซีนบรรจุกระสุนปืนไว้ 50 นัด และยังพบซองปืนพกอีก 1 ซอง ที่บริเวณเบาะนั่งด้านหน้า นอกจากนั้นเมื่อเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพบกองเลือดและพบสุราต่างประเทศ 2 ลัง ปลอกกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 1 ปลอก และปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 อีก 1 ปลอก มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยวางโทษจำเลยทั้งสองคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้จากความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มาเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และยังคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 กับจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนไตร่ตรองที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน (ธงชัย เสนามนตรี-อภิรัตน์ ลัดพลี-ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์) ศาลจังหวัดสงขลา - นายกวินทร์ ศิริกรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายพรชัย พุ่มกำพล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา 1607/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2368/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1702/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562695
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายกวินทร์ ศิริกรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายพรชัย พุ่มกำพล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979643"
    }
}
date
2556
deka_no
16108/2556
deka_running_no
16108
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 218 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 218 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ่าสิบเอกธีรวัจน์หรือจ่าหวิน เมฆสุวรรณ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 60, 80, 83, 91, 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 55, 72, 72 ทวิ, 78 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80, 289 (4), 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 ให้การในชั้นสอบสวนและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวมแล้วให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่งด้วย และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288,80 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงให้จำคุกตลอดชีวิต รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 เพียงสถานเดียว และลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายภูรีหรือตู่ ผู้ตาย เปิดร้านจำหน่ายสุราหนีภาษีทั้งขายปลีกและขายส่ง มีร้านตั้งอยู่ที่ถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2550 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ผู้ตายบอกนายตวงสิทธิ์ ลูกจ้างว่า มีจ่าศักดิ์โทรศัพท์มาสั่งซื้อสุราและไวน์ 21 ลัง แต่เนื่องจากจ่าศักดิ์เป็นลูกค้าใหม่และสั่งซื้อจำนวนมาก ผู้ตายจึงตกลงที่จะไปส่งของกับนายตวงสิทธิ์ ผู้ตายโทรศัพท์สั่งของจากนายพรภวิชย์ ผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง ผู้ตายขายสุราและไวน์หนีภาษีโดยเอากำไรจากส่วนต่างที่สั่งซื้อจากผู้เสียหาย โดยมีการนัดส่งมอบสุราและไวน์ที่บริเวณหน้าร้านบาโรย หลังจากนั้นผู้ตายซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของนายตวงสิทธิ์เดินทางไปยังบริเวณหน้าร้านบาโรย ต่อมามีรถยนต์กระบะสีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าร้าน มีคนขับและคนนั่งคู่คนขับมากัน 2 คน คนร้ายได้พูดกับผู้ตายว่าชื่อจ่าศักดิ์และสอบถามว่าสุราอยู่ที่ไหน ผู้ตายจึงโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายเพื่อให้นำสุรามาส่ง หลังจากนั้นคนร้ายได้ขับรถเลื่อนเข้าไปจอดลึกจากปากซอยเข้าอีกโดยอ้างว่ากลัวคนอื่นจะเห็น ต่อมาผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งเข้ามาจอดระหว่างรถยนต์กระบะและรถจักรยานยนต์ รถยนต์กระบะของคนร้ายและรถยนต์ของผู้เสียหายยังติดเครื่องยนต์และเปิดไฟหน้าอยู่ทั้งสองคัน นายตวงสิทธิ์ยกสุราจากรถยนต์ของผู้เสียหายไปวางไว้บนกระบะของรถคนร้ายได้ 3 เที่ยว หลังจากนั้นคนร้ายสองคนร่วมกันใช้อาวุธปืนพกขนาด .45 (11 มม.) และอาวุธปืนกลขนาด .223 (5.56 มม.) ยิงผู้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณสะบัก ก้น และต้นขาทะลุเข้าไปทำลายอวัยวะสำคัญในร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายที่บริเวณต้นขาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ผู้เสียหายขับรถยนต์เก๋งหลบหนีออกไปได้ หลังเกิดเหตุคนร้ายขับรถยนต์กระบะเพื่อหลบหนี แต่รถยนต์กระบะเสียหลักล้อหลังตกลงไปในคูระบายน้ำทำให้ไม่สามารถขับรถต่อไปได้ คนร้ายทั้งสองจึงเดินหลบหนีไป ส่วนนายตวงสิทธิ์ขับรถจักรยานยนต์นำผู้ตายนั่งซ้อนท้ายไปที่โรงพยาบาล ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา พันตำรวจโทศักดา สารวัตรสืบสวนสอบสวนเดินทางมาที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุสีแดงไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนตกอยู่ที่คูระบายน้ำ สภาพล้อหน้าและล้อหลังขวาตกอยู่ในร่องคูระบายน้ำ ที่กระบะหลังมีลังสุราและไวน์รวม 7 ลัง พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 ปลอก เมื่อตรวจสอบภายในรถพบแม็กกาซีนอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 อัน พันด้วยสก็อตเทปสีเขียวติดกัน ในแม็กกาซีนบรรจุกระสุนปืนไว้ 50 นัด และยังพบซองปืนพกอีก 1 ซอง ที่บริเวณเบาะนั่งด้านหน้า นอกจากนั้นเมื่อเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุพบกองเลือดและพบสุราต่างประเทศ 2 ลัง ปลอกกระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 1 ปลอก และปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 อีก 1 ปลอก

มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 วางโทษประหารชีวิต ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 โดยวางโทษจำเลยทั้งสองคงเดิมตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้จากความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) และมาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 80 มาเป็นความผิดฐานร่วมกันใช้อาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและพยายามฆ่าผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และยังคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 กับจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองเกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันวางแผนไตร่ตรองที่จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายมาก่อนนั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2368/2550
primary_red_case_no
อ1702/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000355.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
1607/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16107 -
year
2556