คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12560/2557 ฉบับเต็ม

#562707
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12560/2557 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง สมุทรปราการ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ กับพวก โจทก์ร่วม นายอวยชัย ไชยคุณ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และ ธ. โดย ช. ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ แต่ขณะนั้นฟ้องโจทก์ระบุว่าบริษัท พ. โดย ธ. ผู้เสียหาย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ บริษัท พ. เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และ ธ. โดย ช. จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ได้ แม้ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในส่วนผู้เสียหายเป็นบริษัท พ. หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และคำสั่งศาลที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายได้ โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่คู่ความที่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์และนายธัชสกลยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องก่อนแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ก่อนสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกล โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ผู้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้อง บัญชีระบุพยาน และพยานหลักฐานทั้งปวงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้อง ดังนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกล โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฟ้องโจทก์ระบุว่าบริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล ผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกลในฐานะส่วนตัว โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ว่า นางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และอนุญาตให้บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการบันทึกและสั่งอนุญาตโดยผิดหลงไปจากคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางชฎาฎา คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แม้ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในส่วนผู้เสียหาย เป็น บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เมื่อขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกลมิใช่ผู้เสียหายตามฟ้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เป็นการไม่ชอบดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่คู่ความที่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองในข้ออื่นมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษายืน (อดิเทพ ถิระวัฒน์-พิศล พิรุณ-โสฬส สุวรรณเนตร์) ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายอำนาจ อาดำ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิเชียร มงคล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2469/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ6243/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ975/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562707
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสมุทรปราการ",
        "judge": "นายอำนาจ อาดำ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิเชียร มงคล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976117"
    }
}
date
2557
deka_no
12560/2557
deka_running_no
12560
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์",
    "พิศล พิรุณ",
    "โสฬส สุวรรณเนตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีศาลแขวง"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอวยชัย ไชยคุณ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์และนายธัชสกลยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องก่อนแก้ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล ผู้เสียหาย ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ก่อนสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกล โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า ผู้ร้องเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหาย ผู้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้อง บัญชีระบุพยาน และพยานหลักฐานทั้งปวงเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร้อง ดังนี้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกล โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ จึงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ฟ้องโจทก์ระบุว่าบริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล ผู้เสียหายดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด โดยนายธัชสกล จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกลในฐานะส่วนตัว โดยนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์ได้ การที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 ว่า นางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ และอนุญาตให้บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ จึงเป็นการบันทึกและสั่งอนุญาตโดยผิดหลงไปจากคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางชฎาฎา คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ แม้ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2555 โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องในส่วนผู้เสียหาย เป็น บริษัทพรหมสวัสดิ์ 2005 จำกัด หรือห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลทำให้คำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางชฎาฎา ผู้รับมอบอำนาจของห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ ฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2555 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เมื่อขณะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดพรหมสวัสดิ์ และนายธัชสกลมิใช่ผู้เสียหายตามฟ้อง และคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เป็นการไม่ชอบดังกล่าว โจทก์ร่วมทั้งสองจึงไม่ใช่คู่ความที่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งสองในข้ออื่นมิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ6243/2554
primary_red_case_no
อ975/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000324.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2469/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557