คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13093/2557 ฉบับเต็ม

#562708
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13093/2557 พนักงานอัยการจังหวัดเลย โจทก์ นายพรเกียรติ์ พิชัยช่วง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 91 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), มาตรา 176 วรรคหนึ่ง, มาตรา 195, มาตรา 225 โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นข้อๆ ถือว่าโจทก์ฟ้องประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้อง ย่อมหมายความว่าจำเลยทั้งสองรับว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษโดยมิได้ปรับบทตาม ป.อ. มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้แก้ไขเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละกระทงละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 38 เดือน ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินเวลาหรือวาระใดในระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 อันจะชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินต่างเวลาต่างวาระกัน ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างเวลากันนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินจากจำเลยทั้งสองเมื่อใด ต่างเวลากันหรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นข้อ ๆ ถือว่าฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนในช่วงเวลาระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องย่อมหมายความว่า จำเลยทั้งสองรับว่าได้กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยมิชอบ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวกันดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองโดยมิได้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้แก้ไขจึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (อดิศักดิ์ ปัตรวลี-ทวีศักดิ์ ทองภักดี-เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์) ศาลจังหวัดเลย - นางสาวมงคลทิพย์ อักษรนันทน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสม กุมศัสตรา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2546/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3035/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2982/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562708
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเลย",
        "judge": "นางสาวมงคลทิพย์ อักษรนันทน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสม กุมศัสตรา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975993"
    }
}
date
2557
deka_no
13093/2557
deka_running_no
13093
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี",
    "ทวีศักดิ์ ทองภักดี",
    "เฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 176 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเลย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพรเกียรติ์ พิชัยช่วง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละกระทงละ 1 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 38 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินเวลาหรือวาระใดในระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 อันจะชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินต่างเวลาต่างวาระกัน ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างเวลากันนั้น เห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินจากจำเลยทั้งสองเมื่อใด ต่างเวลากันหรือไม่ก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่า เมื่อระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และบรรยายฟ้องต่อไปแยกการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนเป็นข้อ ๆ ถือว่าฟ้องของโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนในช่วงเวลาระหว่างต้นเดือนมกราคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 แล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามฟ้องย่อมหมายความว่า จำเลยทั้งสองรับว่าได้กระทำความผิดฐานร่วมกันให้ผู้เสียหายแต่ละคนยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดโดยมิชอบ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่กรรมเดียวกันดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งสองโดยมิได้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้แก้ไขจึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย และแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3035/2556
primary_red_case_no
อ2982/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000323.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2546/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557