คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19276/2556 ฉบับเต็ม

#562710
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19276/2556 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวปราณีหรือชนิสราหรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้ จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 265, มาตรา 268 จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้งสองฉบับไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกัน ถือได้ว่ามีเจตนาให้ผู้เสียหายจ่ายเงินตามเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ซึ่งเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวน แม้จำเลยจะกระทำในครั้งเดียวกันก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า กระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายทำปลอมซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่บริษัทเมืองนิมิตร จำกัด ผู้เสียหาย รวม 2 ฉบับ ตามวิธีการที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ต่อมาจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตัวแทนและนายหน้าบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันทั้งที่รู้ว่าเป็นเอกสารปลอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกัน พิเคราะห์แล้วปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันในครั้งเดียวกันหรือต่างครั้งกัน จึงต้องฟังว่ามีการแสดงกรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันในครั้งเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกรรมเดียว โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันถือได้ว่ามีเจตนาให้ผู้เสียหายจ่ายเงินเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวน แม้จำเลยจะกระทำในครั้งเดียวกันตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ยังถือว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจนเป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดโดยกล่าวอ้างว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกัน อันถือเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกันตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (วิรุฬห์ แสงเทียน-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี) ศาลอาญา - นายสะสม สิริเจริญสุข ศาลอุทธรณ์ - นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2689/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2899/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3741/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562710
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นายสะสม สิริเจริญสุข"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายทวีนัส พรรณพงาพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979306"
    }
}
date
2556
deka_no
19276/2556
deka_running_no
19276
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91",
            "ม. 265",
            "ม. 268"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวปราณีหรือชนิสราหรือชัชมณฑ์ พวงดอกไม้"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 264, 265, 268 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมเป็นจำคุก 2 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า กระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้องมีคนร้ายทำปลอมซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่บริษัทเมืองนิมิตร จำกัด ผู้เสียหาย รวม 2 ฉบับ ตามวิธีการที่โจทก์บรรยายในฟ้อง ต่อมาจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายตัวแทนและนายหน้าบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันทั้งที่รู้ว่าเป็นเอกสารปลอม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกัน พิเคราะห์แล้วปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันในครั้งเดียวกันหรือต่างครั้งกัน จึงต้องฟังว่ามีการแสดงกรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันในครั้งเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมเพียงกรรมเดียว โจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า การที่จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันถือได้ว่ามีเจตนาให้ผู้เสียหายจ่ายเงินเบี้ยประกันตามกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวน แม้จำเลยจะกระทำในครั้งเดียวกันตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ยังถือว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจนเป็นการเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์มิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดโดยกล่าวอ้างว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกัน อันถือเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทำนองขอให้เพิ่มเติมโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งเป็นเอกสารปลอมทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องไปแสดงแก่ผู้เสียหายเพื่อขอรับเงินเบี้ยประกันต่างครั้งกันตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2899/2548
primary_red_case_no
อ3741/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000352.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2689/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556