คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19969/2556 ฉบับเต็ม

#562735
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19969/2556 นายสุวัฒน์ โชคสุวัฒนสกุล โจทก์ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 26 พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 16 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164, 328, 86, 91 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 40 และ 41 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 41 สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 41 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย(ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นถึงจำเลยที่ 2 ก่อนที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.15 และ จ.20 ถึง จ.23 ทั้งเอกสารหมาย จ.3 ล.23 และ ล.24 เป็นรายงานผลการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งมาตรา 27 วรรคสอง และมาตรา 43 ระบุให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังไม่ได้สั่งการให้แจ้งการตรวจสอบ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่มีอำนาจหน้าที่แจ้งผลการตรวจสอบหรือมอบหมายให้ผู้ใดเปิดเผยผลการตรวจสอบในส่วนที่เป็นความเห็นได้นั้น เห็นว่า นอกจากรายงานตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และรายงานตามเอกสารหมาย ล.23 หรือ ล.25 ที่จำเลยที่ 1 ส่งให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 นั้นเป็นเพียงรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีร้องเรียนการใช้จ่ายเงินในโครงการศูนย์ขวัญน่าน และเป็นการทำหนังสือชี้แจงตามหนังสือของวุฒิสภาตามที่ปรากฏข้อความอ้างถึงหนังสือของวุฒิสภาในเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ซึ่งหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารที่เป็นรายงานผลการตรวจสอบที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องรายงานการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 43 อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะส่งหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และ ล.23 หรือ ล.25 ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดทำร่างหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังกล่าวเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อมีคำสั่งกรณีอนุมัติให้แจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีคำสั่งเห็นชอบและให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ลงนามในหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้น อันเป็นการปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับใดโดยมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขเช่นใด ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับนั้นได้ตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่กำหนด" ดังนั้นการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ นอกจากนี้จากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการไม่สุจริต หรือมีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอว่าการที่จำเลยที่ 1 ส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 20 (1) และไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 164 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-กรองเกียรติ คมสัน-อิสสระ นิ่มละมัย) ศาลจังหวัดน่าน - นายธนิน ชินตาปัญญากุล ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายปานทอง สุ่มมาตย์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6533/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ689/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ278/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562735
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดน่าน",
        "judge": "นายธนิน ชินตาปัญญากุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายปานทอง สุ่มมาตย์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979293"
    }
}
date
2556
deka_no
19969/2556
deka_running_no
19969
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "อิสสระ นิ่มละมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 26"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 16"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุวัฒน์ โชคสุวัฒนสกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164, 328, 86, 91 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 40 และ 41

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15, 16, 17, 20, 41 สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ประทับฟ้อง ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 41 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 164 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย(ที่ถูก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นถึงจำเลยที่ 2 ก่อนที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินพิจารณา ตามรายงานการประชุมเอกสารหมาย จ.15 และ จ.20 ถึง จ.23 ทั้งเอกสารหมาย จ.3 ล.23 และ ล.24 เป็นรายงานผลการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินซึ่งมาตรา 27 วรรคสอง และมาตรา 43 ระบุให้เป็นหน้าที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินยังไม่ได้สั่งการให้แจ้งการตรวจสอบ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจึงไม่มีอำนาจหน้าที่แจ้งผลการตรวจสอบหรือมอบหมายให้ผู้ใดเปิดเผยผลการตรวจสอบในส่วนที่เป็นความเห็นได้นั้น เห็นว่า นอกจากรายงานตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และรายงานตามเอกสารหมาย ล.23 หรือ ล.25 ที่จำเลยที่ 1 ส่งให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 นั้นเป็นเพียงรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีร้องเรียนการใช้จ่ายเงินในโครงการศูนย์ขวัญน่าน และเป็นการทำหนังสือชี้แจงตามหนังสือของวุฒิสภาตามที่ปรากฏข้อความอ้างถึงหนังสือของวุฒิสภาในเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ซึ่งหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 และ ล.25 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นเอกสารที่เป็นรายงานผลการตรวจสอบที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะต้องรายงานการตรวจสอบต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 43 อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ 1 จะส่งหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตามเอกสารหมาย จ.3 หรือ ล.24 และ ล.23 หรือ ล.25 ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ได้จัดทำร่างหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังกล่าวเสนอผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อมีคำสั่งกรณีอนุมัติให้แจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้นให้ประธานคณะกรรมาธิการการปกครองวุฒิสภาและจำเลยที่ 2 ซึ่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมีคำสั่งเห็นชอบและให้จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ลงนามในหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงเบื้องต้น อันเป็นการปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ 49 ซึ่งออกตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ที่ระบุว่า "ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับใดโดยมีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขเช่นใด ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับนั้นได้ตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่กำหนด" ดังนั้นการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นหัวหน้าหน่วยงานในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอันเป็นหน่วยงานของรัฐตามบทบัญญัติมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 ที่ระบุให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบการบริหารทั่วไปซึ่งงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารลับได้ นอกจากนี้จากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 กระทำการไม่สุจริต หรือมีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอว่าการที่จำเลยที่ 1 ส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือโดยทุจริต การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 20 (1) และไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 164 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ689/2547
primary_red_case_no
อ278/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000352.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6533/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556