คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9640/2557 ฉบับเต็ม

#562736
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9640/2557 นายวุฒิเลิศหรือนิธิโรจน์ ทรัพย์ไพบูลย์สุข โจทก์ นายปัญญา ดิษฐแก้ว จำเลย ป.อ. มาตรา 137, มาตรา 172 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 193 ป.วิ.พ. มาตรา 249 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเฉพาะเรื่องแจ้งความเท็จเกี่ยวกับเรื่องยักยอกเงินว่า จำเลยแจ้งข้อความเท็จ ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ย่อมถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิดเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความแล้ว หากโจทก์ไม่เห็นด้วยโจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิด โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยไม่ได้แจ้งข้อความเท็จว่าโจทก์ยักยอกเงิน ก็ชอบที่จะพิพากษาแก้โดยยกฟ้องโจทก์ในฐานแจ้งความเท็จเกี่ยวกับเรื่องยักยอกเงินเสียด้วย จะไปหยิบยกในเรื่องเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิดขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกย่อมไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการพิพากษานอกเหนือจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิด จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องว่า เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงินจากบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 591 - 2 - 23215 - 9 หรือบัญชี 2 จำนวน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ย่อมต้องถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำความผิดเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความแล้ว เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิดเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวนั้นด้วย โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะพิพากษาแก้โดยยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปหยิบยกความผิดฐานดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิดขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี เป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว แต่หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวก็ขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จว่าโจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย กับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยในความผิดฐานดังกล่าวและให้ยกฎีกาจำเลย (สมชาย สินเกษม-ปริญญา ดีผดุง-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย) ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.6717/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2352/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3400/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562736
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี",
        "judge": "นางสุวิมล ศรีสงวน สุพรรณพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายวิชาญ ศิริเศรษฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976689"
    }
}
date
2557
deka_no
9640/2557
deka_running_no
9640
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย สินเกษม",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 137",
            "ม. 172"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 193"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 249"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายวุฒิเลิศหรือนิธิโรจน์ ทรัพย์ไพบูลย์สุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายปัญญา ดิษฐแก้ว"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 วรรคสอง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องว่า เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงินจากบัญชีของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 591 - 2 - 23215 - 9 หรือบัญชี 2 จำนวน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ให้จำคุก 1 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ย่อมต้องถือว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำความผิดเพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความแล้ว เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์ต้องอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานดังกล่าวที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบการกระทำผิดเพื่อให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวนั้นด้วย โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้อุทธรณ์ไม่ได้และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะพิพากษาแก้โดยยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จว่า โจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปหยิบยกความผิดฐานดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับวันที่จำเลยทราบเรื่องการกระทำผิดขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี เป็นการพิพากษานอกเหนือไปจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไว้โดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อจำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว แต่หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวก็ขอให้รอการลงโทษให้แก่จำเลยอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานแจ้งความเท็จว่าโจทก์กับพวกร่วมกันยักยอกเงิน 4,000 บาท ของจำเลยและเงิน 1,996,600 บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินของจำเลย ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเสียด้วย กับให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยในความผิดฐานดังกล่าวและให้ยกฎีกาจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2352/2552
primary_red_case_no
อ3400/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000329.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.6717/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557