คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2113/2557 ฉบับเต็ม

#562738
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2113/2557 นางโฮ ลู่ เซียวเซีย โจทก์ บริษัทซีวีก้า (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 237 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่คู่ความตกลงกัน ศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาโดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าก่อนที่โจทก์หรือจำเลยจะนำพยานปากใดที่เคยเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณา คู่ความสามารถตกลงกันได้ว่าไม่จำต้องให้พยานปากดังกล่าวต้องเบิกความซ้ำในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ และศาลจะต้องจดบันทึกข้อตกลงของคู่ความนี้ไว้ให้แจ้งชัดในรายงานกระบวนพิจารณา สำหรับคดีนี้ไม่ปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาในวันสืบพยานโจทก์ว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลได้ตกลงกันให้นำคำเบิกความของ ห. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา ศาลจึงไม่อาจนำคำเบิกความของ ห. ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 268 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1620/2551 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 เป็นความผิด 2 กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นและข้อหาอื่นให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ศาลสามารถนำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่คู่ความตกลงกันศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาโดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าก่อนที่โจทก์หรือจำเลยจะนำพยานปากใดที่เคยเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณา คู่ความสามารถตกลงกันได้ว่าไม่จำต้องให้พยานปากดังกล่าวต้องเบิกความซ้ำในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ และศาลจะต้องจดบันทึกข้อตกลงของคู่ความนี้ไว้ให้แจ้งชัดในรายงานกระบวนพิจารณา และที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขออนุญาตให้นำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาและศาลได้ถามทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ (นายโห) เบิกความเพิ่มเติมจากคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เมื่อตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ศาลได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณามีข้อความว่าโจทก์นำพยานเข้าเบิกความจบ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยาน ไม่ปรากฏข้อความว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ (นายโห) ทนายโจทก์ จำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลได้แถลงว่าตกลงกันให้นำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด ทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ทนายโจทก์ จำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยินยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณารับรองการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นชอบแล้ว ศาลจึงไม่อาจนำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วิจิตร วิสุชาติ-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-ประพาฬ อนมาน) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.687/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4053/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4682/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
562738
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นางสาวเสาวภาคย์ วงศ์ไวทยากูร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978414"
    }
}
date
2557
deka_no
2113/2557
deka_running_no
2113
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "วิจิตร วิสุชาติ",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "ประพาฬ อนมาน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 237 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางโฮ ลู่ เซียวเซีย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทซีวีก้า (ไทยแลนด์) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 267, 268 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1620/2551 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 268 เป็นความผิด 2 กรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 คำขออื่นและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า ศาลสามารถนำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 237 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่คู่ความตกลงกันศาลอาจอนุญาตให้ถือเอาบันทึกคำเบิกความของพยานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความพยานในชั้นพิจารณาโดยพยานไม่ต้องเบิกความใหม่หรือให้พยานเบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยไปทันทีได้ อันมีความหมายอยู่ในตัวว่าก่อนที่โจทก์หรือจำเลยจะนำพยานปากใดที่เคยเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเบิกความเป็นพยานในชั้นพิจารณา คู่ความสามารถตกลงกันได้ว่าไม่จำต้องให้พยานปากดังกล่าวต้องเบิกความซ้ำในข้อเท็จจริงเดียวกันนี้ และศาลจะต้องจดบันทึกข้อตกลงของคู่ความนี้ไว้ให้แจ้งชัดในรายงานกระบวนพิจารณา และที่โจทก์อ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้แถลงขออนุญาตให้นำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาและศาลได้ถามทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็มิได้คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณา แล้วให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ (นายโห) เบิกความเพิ่มเติมจากคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น เมื่อตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ศาลได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 ตุลาคม 2552 ซึ่งตามรายงานกระบวนพิจารณามีข้อความว่าโจทก์นำพยานเข้าเบิกความจบ 2 ปาก แล้วแถลงหมดพยาน ไม่ปรากฏข้อความว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ (นายโห) ทนายโจทก์ จำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลได้แถลงว่าตกลงกันให้นำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเป็นคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณาแต่อย่างใด ทั้งผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ทนายโจทก์ จำเลยที่ 2 ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ยินยอมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณารับรองการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นชอบแล้ว ศาลจึงไม่อาจนำคำเบิกความของนายโหในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความในชั้นพิจารณาได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4053/2551
primary_red_case_no
อ4682/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000344.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.687/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557