คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9425/2557 ฉบับเต็ม

#563706
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9425/2557 นางทิพเยาว์ ชูจันทร์ โจทก์ บริษัทเอ.อาร์. โฮลดิ้ง จำกัด จำเลย ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 มาตรา การที่ จ. ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 226 แปลง และสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายโดยทำถนนพิพาทเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกทางสาธารณะ ถือว่าเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ทางพิพาทย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินที่จัดสรรรวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ของโจทก์โดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แม้ จ. จะมิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ก็ไม่ทำให้การจัดสรรที่ดินนั้นกลับไม่เป็นการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ถนนและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ภายในโครงการพาราไดส์ คอมเพล็กซ์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 30 หรือตามระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวแก่ที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ถนนพิพาทภายในโครงการพาราไดส์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้จำเลยไปจดทะเบียนถนนพิพาทให้เป็นทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ถนนพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์โดยผลของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้กับที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่ใช้กับที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ขณะประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มีผลใช้บังคับ ที่ดินที่นายจิรวิจักษณ์ขอแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงไม่อยู่ในบังคับของการจัดสรรที่ดินหรืออยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แม้ต่อมานายจิรวิจักษณ์ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าที่ดินก็ตาม แต่การที่นายจิรวิจักษณ์จัดให้มีทางพิพาทเชื่อมถนนสาธารณะสายราษฎร์อุทิศโดยไม่มีสาธารณูปโภคอื่นไม่ได้ทำให้การแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยเป็นการจัดสรรที่ดินแต่อย่างใด จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับกับที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 การจัดสรรที่ดิน หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่น หรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม การที่นายจิรวิจักษณ์ ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 226 แปลง และสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายโดยจัดทำถนนเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกทางสาธารณะอันเป็นประโยชน์ในการขายที่ดินของตน ถือได้ว่านายจิรวิจักษณ์จัดสรรที่ดินตามความหมายของบทบัญญัติข้างต้นแล้ว และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 11 บัญญัติว่า "ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินต้องแสดงหลักฐานและรายละเอียดดังต่อไปนี้ด้วยคือ (1) ถ้าผู้ขอมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรรให้แสดงโฉนดที่ดินนั้น ถ้ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการจะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น" ข้อ 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรรฯ เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรจะอนุญาตตามคำขอ คณะกรรมการต้องให้ผู้ขอจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรนั้นมีชื่อผู้ขอเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ เสียก่อนออกใบอนุญาต" ข้อความในข้อ 11 (1) ตอนท้ายที่ว่า "ถ้ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการจะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น" และข้อ 12 วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ในกรณีที่ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรร" บ่งชี้ชัดว่าที่ดินที่มีสิทธิครอบครองสามารถนำขออนุญาตจัดสรรที่ดินได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินฯ เป็นการเฉพาะรายฯ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินฯ ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด" แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินสามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ ดังนี้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่นายจิรวิจักษณ์ขอแบ่งแยก 226 แปลง จึงอยู่ในบังคับของการจัดสรรที่ดินและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เมื่อประกอบกับเหตุที่ต้องออกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เนื่องจากในขณะนั้น มีผู้ดำเนินการจัดสรรที่ดินเป็นจำนวนมากแต่ไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการโดยขาดความรับผิดชอบ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ผังเมือง โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมการจัดสรรที่ดินของเอกชนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเพื่อผลในทางเศรษฐกิจ สังคม และผังเมือง ดังนั้นหากประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วย ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ทันที ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 จึงใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2530 ขณะที่ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ยังมีผลบังคับใช้ นายจิรวิจักษณ์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินและขอแบ่งแยกในนามเดิมจำนวน 226 แปลง รวมทั้งที่ดินของโจทก์ เพื่อจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไปเช่นนี้ ถือเป็นการจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปโดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทนแล้ว และเมื่อได้ความว่ามีการสร้างทางพิพาทบนที่ดินที่จัดสรรออกไปสู่ถนนสาธารณะสายราษฎร์อุทิศ 200 ปี อันถือเป็นสาธารณูปโภค จึงเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 แล้ว ทางพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรรวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์ ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 โดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แม้นายจิรวิจักษณ์จะมิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็ไม่ทำให้การดำเนินการจัดสรรที่ดินนั้นกลับไม่เป็นการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายแต่ประการใดไม่ นายจิรวิจักษณ์ผู้จัดสรรและจำเลยผู้รับโอนจึงมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคคือถนนซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือนำสืบให้เห็นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ตำแหน่งใด และโจทก์ใช้พื้นที่ส่วนใดมีความกว้างยาวเท่าใด เป็นถนนพิพาทเข้าออกนั้น แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ แต่ในชั้นพิจารณาคู่ความก็นำสืบรับกันในเรื่องทางพิพาท เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดตามแผนผังและภาพถ่าย จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-ปริญญา ดีผดุง-อดิเทพ ถิระวัฒน์) ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3737/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ633/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ592/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
563706
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นายณัษฐพงศ์ อินทสาแล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976697"
    }
}
date
2557
deka_no
9425/2557
deka_running_no
9425
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286",
        "law_abbr": "ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางทิพเยาว์ ชูจันทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเอ.อาร์. โฮลดิ้ง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ถนนและสาธารณูปโภคอื่น ๆ ภายในโครงการพาราไดส์ คอมเพล็กซ์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของจำเลย ตกเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์ของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 ข้อ 30 หรือตามระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 กับให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวแก่ที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ถนนพิพาทภายในโครงการพาราไดส์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ให้จำเลยไปจดทะเบียนถนนพิพาทให้เป็นทางภาระจำยอม หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ถนนพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 เป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์โดยผลของกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้กับที่ดินมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่ใช้กับที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ขณะประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 มีผลใช้บังคับ ที่ดินที่นายจิรวิจักษณ์ขอแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยมีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จึงไม่อยู่ในบังคับของการจัดสรรที่ดินหรืออยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 แม้ต่อมานายจิรวิจักษณ์ได้รับอนุญาตให้ทำการค้าที่ดินก็ตาม แต่การที่นายจิรวิจักษณ์จัดให้มีทางพิพาทเชื่อมถนนสาธารณะสายราษฎร์อุทิศโดยไม่มีสาธารณูปโภคอื่นไม่ได้ทำให้การแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยเป็นการจัดสรรที่ดินแต่อย่างใด จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ใช้บังคับกับที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 การจัดสรรที่ดิน หมายความว่า การจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปไม่ว่าด้วยวิธีใด โดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเป็นค่าตอบแทน และมีการให้คำมั่น หรือการแสดงออกโดยปริยายว่าจะจัดให้มีสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ หรือปรับปรุงให้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย ที่ประกอบการพาณิชย์หรือที่ประกอบการอุตสาหกรรม การที่นายจิรวิจักษณ์ ยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกเป็น 226 แปลง และสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อขายโดยจัดทำถนนเพื่อใช้เป็นทางเข้าออกทางสาธารณะอันเป็นประโยชน์ในการขายที่ดินของตน ถือได้ว่านายจิรวิจักษณ์จัดสรรที่ดินตามความหมายของบทบัญญัติข้างต้นแล้ว และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 11 บัญญัติว่า "ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินต้องแสดงหลักฐานและรายละเอียดดังต่อไปนี้ด้วยคือ (1) ถ้าผู้ขอมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรรให้แสดงโฉนดที่ดินนั้น ถ้ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการจะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น" ข้อ 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรรฯ เมื่อคณะกรรมการเห็นสมควรจะอนุญาตตามคำขอ คณะกรรมการต้องให้ผู้ขอจัดการให้ที่ดินที่ขอจัดสรรนั้นมีชื่อผู้ขอเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ เสียก่อนออกใบอนุญาต" ข้อความในข้อ 11 (1) ตอนท้ายที่ว่า "ถ้ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการจะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น" และข้อ 12 วรรคหนึ่ง ที่ว่า "ในกรณีที่ผู้ขอทำการจัดสรรที่ดินยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ขอจัดสรร" บ่งชี้ชัดว่าที่ดินที่มีสิทธิครอบครองสามารถนำขออนุญาตจัดสรรที่ดินได้ ประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินฯ เป็นการเฉพาะรายฯ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร ให้ดำเนินการออกโฉนดที่ดินฯ ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำหนด" แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินสามารถขอออกโฉนดที่ดินได้ ดังนี้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่นายจิรวิจักษณ์ขอแบ่งแยก 226 แปลง จึงอยู่ในบังคับของการจัดสรรที่ดินและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เมื่อประกอบกับเหตุที่ต้องออกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 เนื่องจากในขณะนั้น มีผู้ดำเนินการจัดสรรที่ดินเป็นจำนวนมากแต่ไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้ผู้จัดสรรที่ดินดำเนินการโดยขาดความรับผิดชอบ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ผังเมือง โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน จำเป็นจะต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมการจัดสรรที่ดินของเอกชนให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเพื่อประโยชน์ของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรเพื่อผลในทางเศรษฐกิจ สังคม และผังเมือง ดังนั้นหากประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าวไม่ใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วย ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ทันที ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 จึงใช้บังคับแก่ที่ดินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ด้วย และเมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติแล้วว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2530 ขณะที่ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ยังมีผลบังคับใช้ นายจิรวิจักษณ์ยื่นคำขอรังวัดที่ดินและขอแบ่งแยกในนามเดิมจำนวน 226 แปลง รวมทั้งที่ดินของโจทก์ เพื่อจัดสรรขายแก่บุคคลทั่วไปเช่นนี้ ถือเป็นการจัดจำหน่ายที่ดินติดต่อเป็นแปลงย่อยมีจำนวนตั้งแต่สิบแปลงขึ้นไปโดยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์เป็นค่าตอบแทนแล้ว และเมื่อได้ความว่ามีการสร้างทางพิพาทบนที่ดินที่จัดสรรออกไปสู่ถนนสาธารณะสายราษฎร์อุทิศ 200 ปี อันถือเป็นสาธารณูปโภค จึงเป็นการจัดสรรที่ดินตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 1 แล้ว ทางพิพาทบนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ย่อมตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรรวมทั้งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2596 ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ของโจทก์ ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 267 โดยผลแห่งกฎหมายตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 แม้นายจิรวิจักษณ์จะมิได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือหลีกเลี่ยงการขออนุญาตจัดสรรที่ดินอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ก็ไม่ทำให้การดำเนินการจัดสรรที่ดินนั้นกลับไม่เป็นการจัดสรรที่ดินตามกฎหมายแต่ประการใดไม่ นายจิรวิจักษณ์ผู้จัดสรรและจำเลยผู้รับโอนจึงมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคคือถนนซึ่งผู้จัดสรรที่ดินได้จัดให้มีขึ้นเพื่อการจัดสรรที่ดินให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือนำสืบให้เห็นว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ตำแหน่งใด และโจทก์ใช้พื้นที่ส่วนใดมีความกว้างยาวเท่าใด เป็นถนนพิพาทเข้าออกนั้น แม้จำเลยจะให้การต่อสู้ไว้ แต่ในชั้นพิจารณาคู่ความก็นำสืบรับกันในเรื่องทางพิพาท เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดตามแผนผังและภาพถ่าย จึงเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกาแทนโจทก์ 5,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ633/2552
primary_red_case_no
พ592/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000329.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3737/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557