คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7109/2557 ฉบับเต็ม

#567478
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7109/2557 นางอนงค์ อนันต์รัตนสุข โจทก์ นายจักรพันธ์ ชัยศิริ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ เมื่อเหตุวินาศภัยได้เกิดขึ้นแก่ อ. ผู้ตาย จากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองและเป็นผู้เอาประกันภัยรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับ ไว้กับจำเลยที่ 4 จะต้องรับผิดชอบด้วย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เพราะฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความมิใช่ยกฟ้องเพราะจำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดชอบในเหตุรถเฉี่ยวชนกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 4,861,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,141,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้จำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 400,000 บาท และจำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกิน 380,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทน 9436 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองรถแท็กซี่คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ศ - 6174 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย เป็นเหตุให้นายอำพน ซึ่งโดยสารมาในรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3261/2545 หมายเลขแดงที่ 1835/2546 ของศาลอาญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) 157 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการระงับข้อพิพาททางละเมิดแล้วและเมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 นั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 4 ไม่มีข้อความตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วย ต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เพราะไม่มีข้อความที่โจทก์ตกลงจะไม่ฟ้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายทางละเมิดต่อจำเลยที่ 4 แม้จะเขียนว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่เป็นเพียงบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 4 ยอมรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไป จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยยังต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ เห็นว่า เหตุวินาศภัยได้เกิดขึ้นแก่นายอำพนผู้ตาย จากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับ จะต้องรับผิดชอบด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เป็นเพราะฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เพราะจำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดชอบในเหตุรถเฉี่ยวชนกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้มาแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยทั้งในเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ชำระให้แก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท สามารถนำไปหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยได้หรือไม่ ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะควรมีจำนวนเพียงใด ไว้โดยละเอียด ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธีระพงศ์ จิระภาค-วิรุฬห์ แสงเทียน-อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ) ศาลแพ่ง - นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร ศาลอุทธรณ์ - นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.43/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ524/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ123/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
567478
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายเชิดพันธุ์ อุปนิสากร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977257"
    }
}
date
2557
deka_no
7109/2557
deka_running_no
7109
deka_year
2557
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางอนงค์ อนันต์รัตนสุข"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจักรพันธ์ ชัยศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน จำนวน 4,861,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 1,141,420 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ ให้จำเลยที่ 3 รับผิดไม่เกิน 400,000 บาท และจำเลยที่ 4 รับผิดไม่เกิน 380,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ขับรถแท็กซี่หมายเลขทะเบียน ทน 9436 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 4 รับประกันภัยไว้จากจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองรถแท็กซี่คันดังกล่าวเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6 ศ - 6174 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับและจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัย เป็นเหตุให้นายอำพน ซึ่งโดยสารมาในรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3261/2545 หมายเลขแดงที่ 1835/2546 ของศาลอาญา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลอาญาพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4) 157 คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์เป็นมารดาของผู้ตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะโจทก์กับจำเลยที่ 4 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นการระงับข้อพิพาททางละเมิดแล้วและเมื่อจำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 นั้น เห็นว่า บันทึกข้อตกลงที่โจทก์ทำกับจำเลยที่ 4 ไม่มีข้อความตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วย ต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เพราะไม่มีข้อความที่โจทก์ตกลงจะไม่ฟ้องหรือเรียกร้องค่าเสียหายทางละเมิดต่อจำเลยที่ 4 แม้จะเขียนว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความก็มิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 แต่เป็นเพียงบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 4 ยอมรับผิดต่อโจทก์เท่านั้น ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 5 ผู้เอาประกันภัยหลุดพ้นความรับผิดไป จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยยังต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัย ซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ เห็นว่า เหตุวินาศภัยได้เกิดขึ้นแก่นายอำพนผู้ตาย จากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 5 ผู้ครอบครองรถแท็กซี่ที่จำเลยที่ 2 ขับ จะต้องรับผิดชอบด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เป็นเพราะฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เพราะจำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดชอบในเหตุรถเฉี่ยวชนกัน จำเลยที่ 4 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า จำเลยที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 4 ได้อุทธรณ์ในปัญหานี้มาแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยทั้งในเรื่องจำนวนเงินที่จำเลยที่ 4 ชำระให้แก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท สามารถนำไปหักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยได้หรือไม่ ค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะควรมีจำนวนเพียงใด ไว้โดยละเอียด ชอบด้วยเหตุผลแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหานี้ซ้ำอีก ฎีกาของจำเลยที่ 4 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ524/2547
primary_red_case_no
พ123/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000334.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.43/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557