คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2557 ฉบับเต็ม

#569533
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2557 สหกรณ์การเกษตรระโนด จำกัด โจทก์ นายอำนาจ นวลทอง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคหก, มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาวางต่อศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงชอบที่จะเรียกคืนได้หากไม่มีบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคหก เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยและไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีบุคคลอื่นใดที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องของจำเลยนั้น ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นสิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องเอาเงินประกันดังกล่าวคืนจากศาล จึงถือได้ว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ตามมาตรา 310 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นได้ตามมาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 278 และมาตรา 282 (2) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 874,538.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2268 และ 2269 (ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 3585) ตำบลสำโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2268 และโฉนดเลขที่ 3585 ตำบลสำโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ในราคา 990,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ระหว่างการไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 99,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 คดีถึงที่สุด วันที่ 11 มิถุนายน 2555 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องจำนวน 99,000 บาท ของจำเลยที่นำมาวางประกันความเสียหายดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีของศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เงินที่นำมาวางเพื่อประกันความเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 296 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ มิใช่การนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะมาขออายัดไม่ได้ แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นส่งเงิน 99,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิอายัดเงินที่จำเลยนำมาวางประกันนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงชอบที่จะเรียกคืนได้หากไม่มีบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคหก คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีบุคคลอื่นใดที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องของจำเลยนั้น ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น สิทธิของจำเลยที่เรียกร้องเอาเงินประกันดังกล่าวคืนจากศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 310 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นได้ตามมาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 278 และมาตรา 282 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินแปลงอื่น ๆ ของจำเลยอีกเกินความจำเป็นโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยเสียหายนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวต่างหากจากคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-ธีระพงศ์ จิระภาค-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน) ศาลจังหวัดสงขลา - นายธวัชชัย รัมณะกัจจะ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสมชาย ธารณธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.53/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ถ6/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ถ4/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
569533
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายธวัชชัย รัมณะกัจจะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายสมชาย ธารณธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977144"
    }
}
date
2557
deka_no
7705/2557
deka_running_no
7705
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 296 วรรคหก",
            "ม. 309 ทวิ วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สหกรณ์การเกษตรระโนด จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอำนาจ นวลทอง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 874,538.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2268 และ 2269 (ต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 3585) ตำบลสำโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดชำระ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดชำระจนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2268 และโฉนดเลขที่ 3585 ตำบลสำโรง อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงได้จากการขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ในราคา 990,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ระหว่างการไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินมาวางเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 99,000 บาท ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 คดีถึงที่สุด วันที่ 11 มิถุนายน 2555 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานศาลชั้นต้นว่า โจทก์แถลงขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องจำนวน 99,000 บาท ของจำเลยที่นำมาวางประกันความเสียหายดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามหมายบังคับคดีของศาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า เงินที่นำมาวางเพื่อประกันความเสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 296 วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ มิใช่การนำมาวางเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จะมาขออายัดไม่ได้ แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นส่งเงิน 99,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดสงขลาเพื่อบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ว่า เมื่อคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ไม่มีสิทธิอายัดเงินที่จำเลยนำมาวางประกันนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคห้า จำเลยจึงชอบที่จะเรียกคืนได้หากไม่มีบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสาม ประกอบมาตรา 296 วรรคหก คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลย และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือมีบุคคลอื่นใดที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการยื่นคำร้องของจำเลยนั้น ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจนล่วงพ้นกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวของจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น สิทธิของจำเลยที่เรียกร้องเอาเงินประกันดังกล่าวคืนจากศาลชั้นต้น จึงถือได้ว่าเป็นสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อบุคคลภายนอกให้ชำระเงินจำนวนหนึ่งนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 310 และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องเช่นว่านั้นได้ตามมาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 278 และมาตรา 282 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า โจทก์บังคับคดียึดทรัพย์สินแปลงอื่น ๆ ของจำเลยอีกเกินความจำเป็นโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยเสียหายนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวต่างหากจากคดีนี้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ถ6/2554
primary_red_case_no
ถ4/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000333.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.53/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557