คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21063/2556 ฉบับเต็ม

#571538
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21063/2556 นางสาววรินทร ศิวนารถ โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 297, มาตรา 856 พ. และโจทก์ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตวีซ่าชฎาทองของจำเลยที่ 1 โดย พ. ถือบัตรหลัก โจทก์ถือบัตรเสริม ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวระบุไว้ว่า ในกรณีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 อนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดแล้ว ผู้ถือบัตรหลักและผู้ถือบัตรเสริมจะต้องร่วมกันรับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรนั้นอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายสัญญาในช่องผู้ให้สัญญา ย่อมเป็นการตกลงเข้าร่วมรับผิดกับ พ. ในการใช้บัตรหลักด้วยอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 297 แม้สัญญาการใช้บัตรเครดิตมีข้อตกลงกันว่า กรณีการเรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิต พ. ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของ พ. แต่พฤติการณ์ที่ พ. ขอเปิดบัญชีกระแสรายวันในวันเดียวกับที่สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต และจำเลยที่ 1 ให้ พ. เปิดบัญชีกระแสรายวันโดยไม่มีการใช้เช็คเพื่อเบิกถอนเงิน แสดงว่าเป็นบัญชีกระแสรายวันใช้เฉพาะเพื่อชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต จึงไม่ใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 529,959.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 244,791.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นางสาวพีรพัทธกับโจทก์ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตวีซ่าชฎาทองของจำเลยที่ 1 โดยนางสาวพีรพัทธถือบัตรหลักและโจทก์ถือบัตรเสริม มีข้อตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันชื่อนางสาวพีรพัทธซึ่งใช้เดินสะพัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างนางสาวพีรพัทธกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์และนางสาวพีรพัทธให้ร่วมกันชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17294/2540 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางสาวพีรพัทธและโจทก์ร่วมกันชำระเงิน 281,108.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 244,791.04 บาท นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด จากนั้นจำเลยที่ 1 ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวม โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้แล้วของดการบังคับคดีไว้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดกับนางสาวพีรพัทธในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งนางสาวพีรพัทธเป็นผู้ถือด้วย โจทก์จะร่วมรับผิดเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเสริมซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือเท่านั้น ทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตทั้งหมดระงับไปเพราะถูกแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างนางสาวพีรพัทธแต่เพียงผู้เดียวกับจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต ข้อ 5 ระบุไว้ว่าในกรณีที่ธนาคารอนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดแล้ว ผู้ถือบัตรหลักและผู้ถือบัตรเสริมจะต้องร่วมกันรับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรนั้นอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายสัญญาในช่องผู้ให้สัญญา ย่อมเป็นการตกลงเข้าร่วมรับผิดกับนางสาวพีรพัทธในการใช้บัตรหลักด้วยอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนเรื่องหนี้ระงับไปหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้สัญญาการใช้บัตรเครดิตมีข้อตกลงกันว่ากรณีการเรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิตนางสาวพีรพัทธยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของตนแม้ว่าจะทำให้บัญชีดังกล่าวเป็นการเบิกเงินเกินบัญชีก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่นางสาวพีรพัทธมีคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันในวันเดียวกันกับที่สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต และจำเลยที่ 1 ให้นางสาวพีรพัทธเปิดบัญชีกระแสรายวันโดยมิได้มีการใช้เช็คเพื่อเบิกถอนเงินตามทางปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมิได้มีการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ด้วย เช่นนี้ แสดงว่าเป็นบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เฉพาะเพื่อให้นางสาวพีรพัทธชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแต่เพียงอย่างเดียว หาใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและกรณีไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องตรงกันมาว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อภิรัตน์ ลัดพลี-ธงชัย เสนามนตรี-ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์) ศาลแพ่ง - นายวิทยา จันทร์ชื่น ศาลอุทธรณ์ - นายอาคม รุ่งแจ้ง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1804/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ2821/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ683/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571538
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายวิทยา จันทร์ชื่น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายอาคม รุ่งแจ้ง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979078"
    }
}
date
2556
deka_no
21063/2556
deka_running_no
21063
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "อภิรัตน์ ลัดพลี",
    "ธงชัย เสนามนตรี",
    "ชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 297",
            "ม. 856"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาววรินทร ศิวนารถ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 529,959.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 244,791.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า นางสาวพีรพัทธกับโจทก์ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตวีซ่าชฎาทองของจำเลยที่ 1 โดยนางสาวพีรพัทธถือบัตรหลักและโจทก์ถือบัตรเสริม มีข้อตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันชื่อนางสาวพีรพัทธซึ่งใช้เดินสะพัดตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างนางสาวพีรพัทธกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นฟ้องโจทก์และนางสาวพีรพัทธให้ร่วมกันชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17294/2540 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นางสาวพีรพัทธและโจทก์ร่วมกันชำระเงิน 281,108.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 244,791.04 บาท นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด จากนั้นจำเลยที่ 1 ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวม โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีนี้แล้วของดการบังคับคดีไว้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ไม่ต้องร่วมรับผิดกับนางสาวพีรพัทธในหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตหลักซึ่งนางสาวพีรพัทธเป็นผู้ถือด้วย โจทก์จะร่วมรับผิดเฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเสริมซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือเท่านั้น ทั้งหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตทั้งหมดระงับไปเพราะถูกแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดระหว่างนางสาวพีรพัทธแต่เพียงผู้เดียวกับจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า ตามสัญญาการใช้บัตรเครดิต ข้อ 5 ระบุไว้ว่าในกรณีที่ธนาคารอนุมัติให้ออกบัตรเสริมแก่ผู้ถือบัตรหลักรายใดแล้ว ผู้ถือบัตรหลักและผู้ถือบัตรเสริมจะต้องร่วมกันรับผิดชอบชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรนั้นอย่างลูกหนี้ร่วม ซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ตอนท้ายสัญญาในช่องผู้ให้สัญญา ย่อมเป็นการตกลงเข้าร่วมรับผิดกับนางสาวพีรพัทธในการใช้บัตรหลักด้วยอย่างลูกหนี้ร่วมโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนเรื่องหนี้ระงับไปหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้สัญญาการใช้บัตรเครดิตมีข้อตกลงกันว่ากรณีการเรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิตนางสาวพีรพัทธยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีกระแสรายวันของตนแม้ว่าจะทำให้บัญชีดังกล่าวเป็นการเบิกเงินเกินบัญชีก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่นางสาวพีรพัทธมีคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันในวันเดียวกันกับที่สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิต และจำเลยที่ 1 ให้นางสาวพีรพัทธเปิดบัญชีกระแสรายวันโดยมิได้มีการใช้เช็คเพื่อเบิกถอนเงินตามทางปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากมิได้มีการทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไว้ด้วย เช่นนี้ แสดงว่าเป็นบัญชีกระแสรายวันที่ใช้เฉพาะเพื่อให้นางสาวพีรพัทธชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตแต่เพียงอย่างเดียว หาใช่สัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวจึงไม่ใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดและกรณีไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องตรงกันมาว่าจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ2821/2545
primary_red_case_no
พ683/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000350.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1804/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556