ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11692/2557
บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
โจทก์
บริษัทเกียรติไพศาลคอนกรีต จำกัด กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 383
ป.วิ.พ. มาตรา 125, มาตรา 127, มาตรา 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา
พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มาตรา
หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ออกโดยนายทะเบียนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ถือเป็นเอกสารมหาชน ดังนั้น สำเนาหนังสือรับรองดังกล่าวที่ทนายโจทก์รับรองความถูกต้อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าหนังสือรับรองข้อความมีข้อความไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมต้องฟังว่าเป็นหนังสือรับรองที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อความในหนังสือที่รับรองว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือย่อมรับฟังได้
โจทก์อ้างสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเอกสารโดยจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านการนำเอกสารมาสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เมื่อศาลมิได้รับฟังต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐาน ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ ปิดอากรแสตมป์แล้วไม่ได้ขีดฆ่าหรือไม่ ย่อมไม่มีผลให้การรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานเปลี่ยนแปลงไป
แม้เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่เอกสารท้ายฟ้องส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นการรับรองการมอบอำนาจของโจทก์ที่ทำในต่างประเทศโดยโนตารีปับลิกแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งคำฟ้องโจทก์บรรยายเป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้ ว. กระทำการแทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้วว่าการมอบอำนาจไม่ว่าการมอบอำนาจภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร มิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจปลอมและตราประทับไม่ใช่ตราประทับที่แท้จริง การที่ไม่มีคำแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นภาษาไทย ก็ไม่มีผลทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากันว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อน้ำมันจากโจทก์ตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา และโจทก์ก็ตกลงจะขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาดังกล่าว เมื่อถึงช่วงเวลาตามสัญญาคู่สัญญาก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่อกัน ฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นการพนันขันต่อ จึงใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ
ค่าปรับคือ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า กำหนดให้ฝ่ายที่ปฏิบัติผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าปรับที่กำหนดไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะกำหนดให้ฝ่ายที่ผิดสัญญารับผิดชำระค่าปรับเพียงใด ศาลจะต้องคำนึงถึงความเสียหายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ความเสียหายในเชิงทรัพย์สิน
โจทก์เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ มีการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศหรือในประเทศมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยจำนวนมากเป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องมีการเจรจาตกลงสั่งซื้อน้ำมันล่วงหน้าจากผู้ผลิตน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่องการขึ้นลงของน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศซึ่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา การแนะนำลูกค้าให้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าจากโจทก์ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระและความเสี่ยงอันเกิดจากราคาน้ำมันของโจทก์ไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์นั่นเอง สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่เข้าลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหาย 6,957,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี ของต้นเงิน 6,096,233 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,225,019 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 จนถึงวันที่จำเลยทั้งสองชำระเสร็จ กับค่าเสียหายจำนวน 5,212,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 กันยายน 2552) จนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นางเตียว นางสาวทัศนีย์และนางสาวนภัสกร ผู้ร้องทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 1,225,019 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.9 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ชำระค่าเสียหาย 2,021,281.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 7 กันยายน 2552) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 60,000 บาท
โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาซื้อขายราคาคงที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เชลล์ ไบโอดีเซล (บี 5) จากโจทก์ มีกำหนด 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2551 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2551 โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ให้ได้จำนวนไม่ต่ำกว่าหรือเท่ากับเดือนละ 120,000 ลิตร อย่างสม่ำเสมอ จนครบกำหนดเวลาตามสัญญา โดยโจทก์จะไม่ขึ้นราคาสินค้าในระหว่างที่สัญญายังบังคับใช้อยู่และหากจำเลยที่ 1 ไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามกำหนดในงวดใดงวดหนึ่ง ยอมชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าปรับในอัตราร้อยละ 15 ของจำนวนราคาสินค้าที่จำเลยที่ 1 ยังซื้อไม่ครบตามสัญญา หรือเท่ากับมูลค่าที่แตกต่างกันระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาตลาดเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่นอย่างน้อย 3 รายในพื้นที่เดียวกัน ทั้งนี้แล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงกว่ากัน โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาซื้อขายและสัญญาค้ำประกันตามลำดับ หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าน้ำมันจากโจทก์ในงวดเดือนสิงหาคม 2551 เพียง 30,000 ลิตร ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 1,225,019.46 บาท หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้สั่งซื้อสินค้าน้ำมันจากโจทก์อีกเลย ทั้งยังมิได้ชำระราคาน้ำมันที่สั่งซื้อไป โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย
พิเคราะห์แล้ว สมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์มิได้มีหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือมาแสดง จึงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ โจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความรับรองลายมือชื่อของนางพิศวรรณและนางสุรนี กรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ กับนายวิทยา ผู้รับมอบอำนาจ รวมทั้งรับรองตราประทับในหนังสือมอบอำนาจว่า เป็นตราประทับของโจทก์ที่แท้จริง ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือมอบอำนาจที่แท้จริง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง นั้น เห็นว่า หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 มีข้อความว่า ข้อ 1. หนังสือฉบับนี้ออกให้เพื่อรับรองว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ได้รับหนังสือรับรองประกอบธุรกิจจากอธิบดีกรมทะเบียนการค้าแห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 บัญชีข. เลขที่ 23970 และบัญชี ค. เลขที่ 4256 (ทะเบียนเลขที่ 0100515042462) โดยประกอบธุรกิจได้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2515 ตลอดไป ออกโดยนายทะเบียนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามสำเนาหนังสือรับรองข้อความ ที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต้างด้าว พ.ศ.2542 หนังสือรับรองดังกล่าวพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้น ถือเป็นเอกสารมหาชน ดังนั้น สำเนาหนังสือรับรองที่ทนายโจทก์รับรองความถูกต้อง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้และถูกต้อง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่โต้แย้งความไม่ถูกต้องของเอกสารต้องนำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องแห่งเอกสารนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่า หนังสือรับรองข้อความ มีข้อความไม่ถูกต้องอย่างไร ย่อมต้องฟังว่าเป็นหนังสือรับรองที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อความในหนังสือที่รับรองว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ย่อมรับฟังได้ ส่วนหนังสือรับรองการมอบอำนาจของโนตารีปับลิกแห่งกรุงลอนดอน ที่รับรองตราสำคัญของบริษัทโจทก์ และรับรองลายมือชื่อของนางพิศวรรณและนางสุรนี กรรมการบริษัทโจทก์ ว่าบุคคลทั้งสองได้มอบอำนาจและประทับตราสำคัญของโจทก์ มอบอำนาจให้นายถาวร หรือนายวิทยา หรือนางจิตติยา หรือนางธาริณี เป็นผู้กระทำการแทนโจทก์และหนังสือมอบอำนาจที่นายวิทยา มอบอำนาจให้นายบัณฑิตและหรือนายไกรศร เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง การที่โจทก์มิได้นำนางพิศวรรณ นางสุรนี และนายวิทยามาเป็นพยานเบิกความรับรองการมอบอำนาจ แต่มีนางสาวเพ็ญศิริ นายสุวิทย์และนายไกรศร เป็นพยานเบิกความรับรองหนังสือมอบอำนาจ นางสาวเพ็ญศิริ เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการเขตน้ำมันเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมภาคกลาง นายสุวิทย์เป็นพนักงานของโจทก์ ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงภาคใต้ถือเป็นฝ่ายบริหาร ส่วนนายไกรศรเป็นพนักงานของโจทก์และได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ดำเนินคดีนี้ ย่อมมีความคุ้นเคยกับลายมือชื่อของนางพิศวรรณ นางสุรนีและนายวิทยา ซึ่งถือเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงาน การที่พยานโจทก์ทั้งสามปาก เบิกความรับรองความถูกต้องของการมอบอำนาจตามเอกสาร ย่อมรับฟังได้แล้วว่า การมอบอำนาจและการมอบอำนาจช่วงของโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจได้กระทำไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากจำเลยทั้งสองเห็นว่า การมอบอำนาจไม่ชอบอย่างไร ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริง จำเลยทั้งสองชอบที่จะนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นไปดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามที่โจทก์นำสืบ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงถ่ายจากต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตมป์และไม่ได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์อ้างสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วง เป็นพยานเอกสารโดยจำเลยทั้งสองมิได้คัดค้านการนำเอกสารมาสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ เมื่อศาลมิได้รับฟังต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐาน ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจช่วงจะปิดอากรแสตมป์หรือไม่ ปิดอากรแสตมป์แล้วไม่ได้ขีดฆ่าหรือไม่ ย่อมไม่มีผลให้การรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐานเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ด้วยการใช้เอกสารท้ายฟ้องส่วนหนึ่งเป็นภาษาต่างประเทศ ไม่มีคำแปล อ่านแล้วไม่เข้าใจ นั้น เห็นว่า แม้เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แต่เอกสารท้ายฟ้องส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษก็เป็นการรับรองการมอบอำนาจของโจทก์ที่ทำในต่างประเทศโดยโนตารีปับลิกแห่งกรุงลอนดอน ซึ่งคำฟ้องโจทก์ก็บรรยายเป็นภาษาไทยไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้แต่งตั้งและมอบอำนาจให้นายวิทยา กระทำการแทนโจทก์รวมทั้งมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ แล้วว่าการมอบอำนาจไม่ว่าการมอบอำนาจภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร มิได้กระทำโดยผู้มีอำนาจ ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจปลอมและตราประทับไม่ใช่ตราประทับที่แท้จริง จึงเป็นเอกสารปลอม การที่ไม่มีคำแปลหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นภาษาไทย ก็ไม่มีผลทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันตามฟ้องมีลักษณะเป็นการพนันขันต่อหรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายน้ำมันตามฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญากันว่าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อน้ำมันจากโจทก์ตามราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาและโจทก์ก็ตกลงจะขายให้จำเลยที่ 1 ในราคาดังกล่าว เมื่อถึงช่วงเวลาตามสัญญาคู่สัญญาก็ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงต่อกัน ฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาก็ถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาไม่มีลักษณะเป็นการพนันขันต่อแต่อย่างใด จึงใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆะ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าได้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ เพิ่งยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกา จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าปรับตามสัญญาเพียงใด เห็นว่า ค่าปรับคือ ค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า กำหนดให้ฝ่ายที่ปฏิบัติผิดสัญญาต้องชดใช้ค่าปรับที่กำหนดไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งการที่ศาลจะกำหนดให้ฝ่ายที่ผิดสัญญารับผิดชำระค่าปรับเพียงใด ศาลจะต้องคำนึงถึงความเสียหายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ความเสียหายในเชิงทรัพย์สิน สำหรับคดีนี้ ค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายมี 2 กรณี คือ กรณีแรก ร้อยละ 15 ของจำนวนราคาสินค้าที่ผู้ซื้อยังซื้อไม่ครบตามสัญญา หรือกรณีที่สอง เท่ากับมูลค่าที่แตกต่างระหว่างราคาสินค้าตามสัญญากับราคาตลาดเฉลี่ยของสินค้าของผู้ค้ารายอื่นอย่างน้อย 3 ราย ภายในพื้นที่เดียวกันกับผู้ซื้อแล้วแต่ว่าจำนวนใดจะสูงกว่ากัน เมื่อพิจารณาถึงจำนวนค่าปรับสำหรับกรณีแรกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นเงิน 2,021,281.35 บาท ส่วนค่าปรับกรณีที่สองที่โจทก์คำนวณและขอมาเป็นเงิน 5,212,200 บาท ซึ่งคำนวณเป็นประมาณร้อยละ 40 ของราคาน้ำมันที่จำเลยที่ 1 ยังสั่งซื้อไม่ครบ ซึ่งนับเป็นค่าปรับที่สูงมาก แต่เมื่อพิจารณาถึงว่าโจทก์เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ มีการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศหรือในประเทศมาจำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายย่อยในประเทศไทยจำนวนมาก เป็นธรรมดาที่โจทก์ต้องมีการเจรจาตกลงสั่งซื้อน้ำมันล่วงหน้าจากผู้ผลิตน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ต้องยอมรับความเสี่ยงเรื่องการขึ้นลงของน้ำมันในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศซึ่งเคลื่อนไหวตลอดเวลา ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งแนะนำให้ลูกค้าของโจทก์ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าจากโจทก์เมื่อต้นปี 2551 โดยโจทก์เชิญชวนลูกค้าเข้าสัมมนาก่อนทำสัญญา จึงเห็นได้ว่า การแนะนำลูกค้าให้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าจากโจทก์ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระและความเสี่ยงอันเกิดจากราคาน้ำมันของโจทก์ไปให้แก่ลูกค้าของโจทก์นั่นเอง จำเลยที่ 1 เป็นผู้ค้าน้ำมันรายย่อยที่จังหวัดสุรินทร์ ความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงของราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศอาจยังไม่เพียงพอ พยานได้สอบถามจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 บอกว่า ราคาน้ำมันสูงกว่าราคาตลาดจึงไม่ซื้อน้ำมันจากโจทก์เจือสมคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ทำให้คำเบิกความของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักให้รับฟัง จึงทำให้เกิดความสงสัยว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเท่ากับจำนวนส่วนต่างของราคาน้ำมันจริงหรือไม่ ซึ่งโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ไม่สั่งซื้อน้ำมันตามสัญญาเท่ากับส่วนต่างของราคาน้ำมันตามสัญญากับราคาน้ำมันของตลาดในพื้นที่ แต่โจทก์มีนางสาวศิริเพ็ญเป็นพยานเบิกความเพียงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงธนาคารเจพีมอร์แกน เชส จำกัด สาขากรุงเทพมหานคร อนุญาตให้โจทก์ทำสัญญาคุ้มครองความเสี่ยงของราคาน้ำมันกับบริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งก็ไม่ได้ความว่า สัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทเชลล์อินเตอร์เนชั่นแนล มีข้อตกลงซื้อขายน้ำมันล่วงหน้ากันอย่างไรหรือไม่ เกี่ยวข้องกับจำนวนน้ำมันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้ากับจำเลยที่ 1 หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายน้ำมันกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องแล้ว โจทก์ต้องไปทำสัญญาไพร์ซิ่ง สวอป (Product Pricing Swap) กับต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงราคาน้ำมัน มีจำนวนเงินเท่ากับสัญญาซื้อขาย โจทก์ต้องรับผิดชำระเงินให้ต่างประเทศตามสัญญาไพร์ซิ่ง สวอป เท่ากับจำนวนที่จำเลยที่ 1 ไม่สั่งซื้อน้ำมันจากโจทก์ จึงไม่อาจรับฟังได้ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ทั้งสัญญาซื้อขายตามฟ้องไม่เข้าลักษณะของสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติของกฎหมายมาใช้บังคับดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าปรับแก่โจทก์ จำนวนร้อยละ 15 ของจำนวนราคาน้ำมันที่จำเลยที่ 1 ยังสั่งซื้อไม่ครบตามสัญญาเป็นเงิน 2,021,281.35 บาท นั้น เหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-พิศล พิรุณ-วีระชาติ เอี่ยมประไพ)
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นายบดีศร ทังปริยานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.453/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ228/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ886/2554
หมายเหตุ