คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8310/2557 ฉบับเต็ม

#571549
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8310/2557 บริษัทอีเอสเพาเวอร์ จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 78/2, มาตรา 89 (3), มาตรา 89/1 ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 78/2 ไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่วางหลักประกันโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นพิเศษ ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าเครื่องจักรที่ไม่ได้รับอนุมัติให้ยกเว้นภาษีอากรจึงมีฐานะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าที่วางหลักประกันอากรขาเข้าอื่น กล่าวคือ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่โจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า โจทก์คงนำเงินไปชำระค่าภาษีอากรภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 โจทก์จึงต้องรับผิดชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (3) และรับผิดชำระเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2550 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค.1 - 3 - 02006 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2551 เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ 2/9/2552 ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 153,426 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 18,411.12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 171,837.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (วันที่ 30 มิถุนายน 2551) ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน 7 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 9,916.40 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 181,753.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับถูกต้องหรือไม่ และมีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/2 บัญญัติว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้าวางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่วางหลักประกันโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นพิเศษอย่างไร ดังนั้น ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าที่พิพาทจึงเกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่โจทก์วางหลักประกันขาเข้าในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 โจทก์คงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรจนครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 อันจะเป็นเหตุที่ทำให้ไม่อาจประเมินเบี้ยปรับได้ดังที่โจทก์อ้าง และกรณีของโจทก์ได้นำเข้าสินค้าโดยวางหนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันการชำระค่าภาษีอากรในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงยังมิได้ชำระค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มดังเช่นกรณีของผู้ประกอบการรายอื่น อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์และเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ที่เลือกใช้วิธีการเช่นนี้แล้ว ทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังได้พิจารณาลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเหลือเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินยังไม่มีเหตุอันสมควรให้งดหรือลดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-กรองเกียรติ คมสัน-อดิเทพ ถิระวัฒน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.131/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ71/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ178/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571549
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นางศุภลักษณ์ เขียวรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977022"
    }
}
date
2557
deka_no
8310/2557
deka_running_no
8310
deka_year
2557
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "กรองเกียรติ คมสัน",
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 78/2",
            "ม. 89 (3)",
            "ม. 89/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทอีเอสเพาเวอร์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2550 ตามแบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีวางประกัน) เลขที่ กค.1 - 3 - 02006 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2551 เพิกถอนหรือแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ สภ.5 ชบ 2/9/2552 ให้จำเลยคืนเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม 153,426 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 18,411.12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 171,837.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (วันที่ 30 มิถุนายน 2551) ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 9 เดือน 7 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 9,916.40 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 181,753.55 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับถูกต้องหรือไม่ และมีเหตุที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 78/2 บัญญัติว่า ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (1) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (2) (3) หรือ (4) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระอากรขาเข้าวางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ไม่ต้องเสียอากรขาเข้า หรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออกใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการที่วางหลักประกันโดยได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไว้เป็นพิเศษอย่างไร ดังนั้น ความรับผิดของโจทก์สำหรับสินค้าที่พิพาทจึงเกิดขึ้นเมื่อโจทก์วางหลักประกันอากรขาเข้า เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มในเวลาที่โจทก์วางหลักประกันขาเข้าในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 โจทก์คงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรจนครบถ้วนในกำหนดเวลาตามมาตรา 78/2 อันจะเป็นเหตุที่ทำให้ไม่อาจประเมินเบี้ยปรับได้ดังที่โจทก์อ้าง และกรณีของโจทก์ได้นำเข้าสินค้าโดยวางหนังสือค้ำประกันธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นหลักประกันการชำระค่าภาษีอากรในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์จึงยังมิได้ชำระค่าอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มดังเช่นกรณีของผู้ประกอบการรายอื่น อันเป็นประโยชน์แก่โจทก์และเป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ที่เลือกใช้วิธีการเช่นนี้แล้ว ทั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังได้พิจารณาลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเหลือเพียงร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ให้มากกว่าที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ส่วนเงินเพิ่มตามการประเมินยังไม่มีเหตุอันสมควรให้งดหรือลดได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ71/2552
primary_red_case_no
พ178/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000332.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.131/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557