คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20053/2556 ฉบับเต็ม

#571895
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20053/2556 บริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด โจทก์ บริษัทแรง มาร์ค คอร์ป จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 แม้จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้มีคำสั่งรับโอนคดี ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการโอนจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง และคำสั่งให้โอนคดีของศาลแพ่งถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้อง แต่เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ยังไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,904,526.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,558,375.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ส่งออกสินค้าถั่วแระแช่แข็งไปยังประเทศญี่ปุ่น โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อเรือขนสินค้าของโจทก์ไปยังประเทศญี่ปุ่น และจำเลยที่ 1 ติดต่อจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับขนส่งโดยจำเลยที่ 2 เตรียมตู้คอนเทนเนอร์ไว้บรรจุสินค้าของโจทก์ และโจทก์จ้างจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกหัวลากทำการลากจูงตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 2 ไปบรรจุสินค้าของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วลากจูงไปยังท่าเรือกรุงเทพเพื่อขนลงเรือส่งไปประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้โจทก์กำหนดอุณหภูมิตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างขนส่งไว้เท่ากับ -25 องศาเซลเซียส ขณะจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์มีอุณภูมิสูงขึ้นเป็น -4 ถึง -5 องศาเซลเซียส เกินกว่าที่โจทก์กำหนด เมื่อตรวจสอบพบว่า ตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 2 มีรอยรั่ว 2 จุด โดยมีน้ำแข็งเกาะเป็นทางลงมาตามขอบผนังตู้และอุดตันในร่องที่พื้นตู้ ตู้มีสภาพไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะทำความเย็นได้ตามที่กำหนดเป็นเหตุให้สินค้าเสียหาย โจทก์จึงระงับการส่งออกแล้วรับซื้อซากสินค้าดังกล่าวไว้ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เกี่ยวกับคดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่ง ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงสั่งโอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลแพ่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เห็นว่า การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแม้จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้มีคำสั่งรับโอนคดี ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการโอนจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง และคำสั่งให้โอนคดีของศาลแพ่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้อง แต่เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ยังไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,449,711.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง (ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-อร่าม เสนามนตรี-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทก.(ค)256/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น กค132/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น กค83/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571895
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979194"
    }
}
date
2556
deka_no
20053/2556
deka_running_no
20053
deka_year
2556
department
ทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
judges
[
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/17 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทแรง มาร์ค คอร์ป จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 1,904,526.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,558,375.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี กับให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ส่งออกสินค้าถั่วแระแช่แข็งไปยังประเทศญี่ปุ่น โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 ให้ติดต่อเรือขนสินค้าของโจทก์ไปยังประเทศญี่ปุ่น และจำเลยที่ 1 ติดต่อจำเลยที่ 2 ให้เป็นผู้รับขนส่งโดยจำเลยที่ 2 เตรียมตู้คอนเทนเนอร์ไว้บรรจุสินค้าของโจทก์ และโจทก์จ้างจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกหัวลากทำการลากจูงตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 2 ไปบรรจุสินค้าของโจทก์ที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วลากจูงไปยังท่าเรือกรุงเทพเพื่อขนลงเรือส่งไปประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้โจทก์กำหนดอุณหภูมิตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างขนส่งไว้เท่ากับ -25 องศาเซลเซียส ขณะจำเลยที่ 3 ขนส่งสินค้าถึงท่าเรือกรุงเทพปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์มีอุณภูมิสูงขึ้นเป็น -4 ถึง -5 องศาเซลเซียส เกินกว่าที่โจทก์กำหนด เมื่อตรวจสอบพบว่า ตู้คอนเทนเนอร์ของจำเลยที่ 2 มีรอยรั่ว 2 จุด โดยมีน้ำแข็งเกาะเป็นทางลงมาตามขอบผนังตู้และอุดตันในร่องที่พื้นตู้ ตู้มีสภาพไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะทำความเย็นได้ตามที่กำหนดเป็นเหตุให้สินค้าเสียหาย โจทก์จึงระงับการส่งออกแล้วรับซื้อซากสินค้าดังกล่าวไว้ จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เสียก่อนว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า เกี่ยวกับคดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ต่อศาลแพ่ง ประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลแพ่งจึงสั่งโอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลแพ่งเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนไปยังศาลแพ่ง ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เห็นว่า การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางแม้จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งด้วยก็ตาม แต่เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังมิได้มีคำสั่งรับโอนคดี ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการโอนจึงยังไม่เสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง และคำสั่งให้โอนคดีของศาลแพ่งดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้อง แต่เมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความศาลแพ่งและให้โจทก์ไปดำเนินคดีที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาลแพ่ง มีผลเท่ากับเป็นคำสั่งไม่รับหรือคืนคำฟ้องเพราะเหตุคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2550 ยังไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2550 ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 1,449,711.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
กค132/2550
primary_red_case_no
กค83/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000351.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทก.(ค)256/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556