คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2557 ฉบับเต็ม

#571916
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2557 นายเสรี สุพรรณธะริดา โจทก์ บริษัทไทล์ท้อปอินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 880, มาตรา 889 เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ชำระไป เป็นจำนวนเงินที่บริษัททั้งสองพึงใช้ตามสัญญาประกันชีวิตระหว่างบริษัททั้งสองกับโจทก์ โดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 889 แม้ภัยที่โจทก์ประสบเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยหาอาจรับช่วงสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ เพราะตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 880 ดังนั้น แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยแล้วก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,119,942 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,972,417 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 858,967 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2540) ต้องไม่เกิน 147,525 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 192,582 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 9 ท - 1874 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 นำสินค้ากระเบื้องไปเสนอขายแก่ลูกค้าในกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์คันดังกล่าวไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุกลับบ้าน เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุอยู่นอกเวลาทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องปฏิบัติการนำรถไปเก็บไว้ที่บ้านเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด แล้ว โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อีกหรือไม่ เห็นว่า เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ชำระไปเป็นจำนวนเงินที่บริษัททั้งสองพึงใช้ตามสัญญาประกันชีวิตระหว่างบริษัททั้งสองกับโจทก์ โดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แม้ภัยที่โจทก์ประสบเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยหาอาจรับช่วงสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ เพราะตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ดังนั้น แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยแล้วก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คิดหักค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ออกจากค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แก่โจทก์คงเหลือ 192,582 บาท ด้วยเหตุผลว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจถูกบริษัททั้งสองฟ้องไล่เบี้ย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 858,967 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 147,525 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (วาสนา หงส์เจริญ-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ปิยกุล บุญเพิ่ม) ศาลแพ่ง - นายสมนึก สืบวิเศษ ศาลอุทธรณ์ - นายกานต์ วงศ์ศิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.796/2551 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ13428/2540 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1325/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571916
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสมนึก สืบวิเศษ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายกานต์ วงศ์ศิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978746"
    }
}
date
2557
deka_no
588/2557
deka_running_no
588
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 880",
            "ม. 889"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเสรี สุพรรณธะริดา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทไทล์ท้อปอินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,119,942 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,972,417 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 858,967 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 12 มิถุนายน 2540) ต้องไม่เกิน 147,525 บาท กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 192,582 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดในทางการที่จ้างซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 9 ท - 1874 กรุงเทพมหานคร คันเกิดเหตุของจำเลยที่ 1 นำสินค้ากระเบื้องไปเสนอขายแก่ลูกค้าในกิจการของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 นำรถยนต์คันดังกล่าวไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 23 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันเกิดเหตุกลับบ้าน เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุอยู่นอกเวลาทำงานแต่ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องปฏิบัติการนำรถไปเก็บไว้ที่บ้านเพื่อให้เป็นไปตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการกระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ในฐานะนายจ้างจึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด แล้ว โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 อีกหรือไม่ เห็นว่า เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ที่บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด และบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต จำกัด ชำระไปเป็นจำนวนเงินที่บริษัททั้งสองพึงใช้ตามสัญญาประกันชีวิตระหว่างบริษัททั้งสองกับโจทก์ โดยอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 889 แม้ภัยที่โจทก์ประสบเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยหาอาจรับช่วงสิทธิเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ไม่ เพราะตามบทบัญญัติว่าด้วยการประกันชีวิตไม่ได้ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยที่จะเข้ารับช่วงสิทธิได้อย่างกรณีการประกันวินาศภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 ดังนั้น แม้โจทก์ได้รับชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท จากบริษัททั้งสองผู้รับประกันภัยแล้วก็ตาม หาทำให้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ระงับไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คิดหักค่ารักษาพยาบาล 666,385 บาท ออกจากค่าเสียหายที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้แก่โจทก์คงเหลือ 192,582 บาท ด้วยเหตุผลว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจถูกบริษัททั้งสองฟ้องไล่เบี้ย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 858,967 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 13 มิถุนายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 147,525 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
พ13428/2540
primary_red_case_no
พ1325/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000347.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.796/2551
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557