คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12896/2557 ฉบับเต็ม

#571919
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12896/2557 บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โจทก์ บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา กรมธรรม์ประกันภัยของจำเลยระบุความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยไว้ว่า เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 250,000 บาท ต่อคน ซึ่งเท่ากับจำเลยจะต้องรับผิดก็เมื่อความเสียหายนั้นเกินกว่าวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ โดยรับผิดในส่วนเกินนั้นไม่เกิน 250,000 บาท ต่อคน แต่หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เกินวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่จะต้องเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยภาคบังคับ หรือเจ้าของรถ หรือผู้ทำละเมิด แล้วแต่กรณี เมื่อความเสียหายคดีนี้มีจำนวนเพียง 5,297 บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ จึงไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย ข้อตกลงของผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเช่นว่านี้เป็นการกำหนดความคุ้มครองมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการประกันภัยภาคบังคับ และเป็นการแบ่งความคุ้มครองออกเป็นคนละส่วน โดยมิได้ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถต้องเสียสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายแต่ประการใด ทั้งแบบกรมธรรม์ประกันภัยก็เป็นไปตามที่กรมการประกันภัยกำหนดให้ใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด ส่วนโจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาเงินที่ได้จ่ายไปจากผู้ใดได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,297 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามข้อต่อสู้อื่น คงติดใจให้ศาลวินิจฉัยเพียงในประเด็นว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เห็นควรพิจารณาคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าสมควรอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 0815 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจ่าสิบเอกสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นการประกันภัยภาคบังคับ ส่วนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับไว้ แต่ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้ว่า ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน 10,000,000 บาท ต่อครั้ง ขณะเกิดเหตุคดีนี้วงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรณีความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคือ 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน ในวันเกิดเหตุตามฟ้องรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โดยเหตุเกิดจากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของนายเอกชัย ผู้ขับรถบรรทุกที่จำเลยรับประกันภัย เป็นเหตุให้จ่าสิบเอกสัญญาผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลแก่จ่าสิบเอกสัญญาไปแล้ว 5,297 บาท และมาเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การประกันภัยรถยนต์มี 2 ประเภท คือ การประกันภัยภาคบังคับ กับการประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งในการประกันภัยภาคบังคับนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7 บัญญัติให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย เว้นแต่รถบางประเภทดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 ส่วนจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หากเจ้าของรถไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษตามกฎหมาย ส่วนการประกันภัยภาคสมัครใจ เป็นการประกันภัยที่เกิดจากความตกลงกันของผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย โดยจะจัดให้มีการประกันภัยประเภทนี้หรือไม่ก็ได้ และหากทำประกันภัยกันคู่สัญญาก็สามารถตกลงกันเกี่ยวกับจำนวนเงินเอาประกันภัย ความคุ้มครอง ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ ซึ่งหากข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมบังคับได้ สำหรับคดีนี้จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา โดยเป็นการประกันภัยภาคสมัครใจ โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัย ความคุ้มครองและเงื่อนไขต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ได้ชดใช้แก่ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เช่นนี้ความรับผิดของจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลย ซึ่งจำเลยยอมตนผูกพันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยที่เกิดแก่บุคคลภายนอก แต่อย่างไรก็ตามความรับผิดของจำเลยจะมีอยู่เพียงใดย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงตามสัญญาประกันภัยนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว เห็นได้ว่าระบุไว้โดยชัดเจนถึงความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยไว้ว่า เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน ซึ่งเท่ากับจำเลยจะต้องรับผิดก็เมื่อความเสียหายนั้นเกินกว่าวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ โดยรับผิดในส่วนเกินนั้นไม่เกิน 250,000 บาท ต่อคน แต่หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เกินวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่จะต้องเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยภาคบังคับ หรือเจ้าของรถ หรือผู้ทำละเมิด แล้วแต่กรณี เมื่อได้ความว่าความเสียหายคดีนี้มีจำนวนเพียง 5,297 บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ จึงไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย ข้อตกลงของผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเช่นว่านี้เป็นการกำหนดความคุ้มครองมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการประกันภัยภาคบังคับ และเป็นการแบ่งความคุ้มครองออกเป็นคนละส่วน โดยมิได้ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถต้องเสียสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายแต่ประการใด ทั้งแบบกรมธรรม์ประกันภัยก็เป็นไปตามที่กรมการประกันภัยกำหนดให้ใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด ส่วนโจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาเงินที่ได้จ่ายไปจากผู้ใดได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เมทินี ชโลธร-วิรุฬห์ แสงเทียน-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแขวงดุสิต - นายธิตินันต์ ธัญญสิริ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.186/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3405/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ6373/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571919
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงดุสิต",
        "judge": "นายธิตินันต์ ธัญญสิริ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976005"
    }
}
date
2557
deka_no
12896/2557
deka_running_no
12896
deka_year
2557
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "เมทินี ชโลธร",
    "วิรุฬห์ แสงเทียน",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทกมลประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,297 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยสละประเด็นตามข้อต่อสู้อื่น คงติดใจให้ศาลวินิจฉัยเพียงในประเด็นว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ภาคสมัครใจ ประเภท 1 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ต่อไป

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า เห็นควรพิจารณาคำร้องขอเข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เสียก่อน ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าสมควรอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง

ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1 ฮ - 0815 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจ่าสิบเอกสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งเป็นการประกันภัยภาคบังคับ ส่วนรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา ไม่ได้ทำประกันภัยภาคบังคับไว้ แต่ได้ทำประกันภัยภาคสมัครใจ ประเภท 1 ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวระบุจำนวนเงินคุ้มครองในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอกไว้ว่า ความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน 10,000,000 บาท ต่อครั้ง ขณะเกิดเหตุคดีนี้วงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กรณีความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยคือ 50,000 บาท ต่อหนึ่งคน ในวันเกิดเหตุตามฟ้องรถยนต์ทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โดยเหตุเกิดจากการขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อของนายเอกชัย ผู้ขับรถบรรทุกที่จำเลยรับประกันภัย เป็นเหตุให้จ่าสิบเอกสัญญาผู้ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับบาดเจ็บ โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลแก่จ่าสิบเอกสัญญาไปแล้ว 5,297 บาท และมาเรียกร้องให้จำเลยใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยภาคสมัครใจตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การประกันภัยรถยนต์มี 2 ประเภท คือ การประกันภัยภาคบังคับ กับการประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งในการประกันภัยภาคบังคับนั้น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 7 บัญญัติให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย เว้นแต่รถบางประเภทดังบัญญัติไว้ในมาตรา 8 ส่วนจำนวนเงินเอาประกันภัยเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หากเจ้าของรถไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษตามกฎหมาย ส่วนการประกันภัยภาคสมัครใจ เป็นการประกันภัยที่เกิดจากความตกลงกันของผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย โดยจะจัดให้มีการประกันภัยประเภทนี้หรือไม่ก็ได้ และหากทำประกันภัยกันคู่สัญญาก็สามารถตกลงกันเกี่ยวกับจำนวนเงินเอาประกันภัย ความคุ้มครอง ตลอดจนเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ ซึ่งหากข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายก็ย่อมบังคับได้ สำหรับคดีนี้จำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84 - 5917 นครราชสีมา โดยเป็นการประกันภัยภาคสมัครใจ โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัย ความคุ้มครองและเงื่อนไขต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัย เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่โจทก์ได้ชดใช้แก่ผู้ขับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เช่นนี้ความรับผิดของจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนระหว่างผู้เอาประกันภัยกับจำเลย ซึ่งจำเลยยอมตนผูกพันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยที่เกิดแก่บุคคลภายนอก แต่อย่างไรก็ตามความรับผิดของจำเลยจะมีอยู่เพียงใดย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงตามสัญญาประกันภัยนั้น ซึ่งเมื่อพิจารณากรมธรรม์ประกันภัยแล้ว เห็นได้ว่าระบุไว้โดยชัดเจนถึงความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยไว้ว่า เฉพาะส่วนเกินวงเงินสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 250,000 บาท ต่อคน ซึ่งเท่ากับจำเลยจะต้องรับผิดก็เมื่อความเสียหายนั้นเกินกว่าวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ โดยรับผิดในส่วนเกินนั้นไม่เกิน 250,000 บาท ต่อคน แต่หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เกินวงเงินสูงสุดของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย แต่เป็นเรื่องที่จะต้องเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยภาคบังคับ หรือเจ้าของรถ หรือผู้ทำละเมิด แล้วแต่กรณี เมื่อได้ความว่าความเสียหายคดีนี้มีจำนวนเพียง 5,297 บาท ซึ่งอยู่ในวงเงินของความคุ้มครองในการประกันภัยภาคบังคับ จึงไม่อยู่ในความรับผิดของจำเลย ข้อตกลงของผู้เอาประกันภัยกับจำเลยเช่นว่านี้เป็นการกำหนดความคุ้มครองมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการประกันภัยภาคบังคับ และเป็นการแบ่งความคุ้มครองออกเป็นคนละส่วน โดยมิได้ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากการใช้รถต้องเสียสิทธิที่จะได้รับค่าเสียหายแต่ประการใด ทั้งแบบกรมธรรม์ประกันภัยก็เป็นไปตามที่กรมการประกันภัยกำหนดให้ใช้บังคับ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่ประการใด ส่วนโจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาเงินที่ได้จ่ายไปจากผู้ใดได้หรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3405/2548
primary_red_case_no
พ6373/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000323.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.186/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557