คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14810/2557 ฉบับเต็ม

#571924
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14810/2557 นางสาววันทนีย์ เจียงวัฒนชัยกุล โจทก์ บริษัทเคพีเอ็มจีภูมิไชยสอบบัญชี จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 361 ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ว่าขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยไม่ติดใจจะเรียกร้องฟ้องร้องหรือค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เอกสารดังกล่าวจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสียก่อน มีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพัน ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนและให้บริษัทอยู่รอด โจทก์แสดงเจตนายอมรับข้อเสนอของจำเลย และได้รับเงินค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและวันหยุดวันลาไปครบถ้วนตามกฎหมาย จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยในปี 2546 โดยนับอายุงานต่อเนื่องมาจากการทำงานกับบริษัทเคพีเอ็มจีพีทมาร์วิคสุธี จำกัด ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 และบริษัทเคพีเอ็มจี ออดิท ประเทศไทย ปี 2541 ตามลำดับ รวมอายุการทำงานทั้งสิ้น 15 ปี โจทก์ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการแผนกวางแผนทรัพยากร อัตราค่าจ้างเดือนละ 80,500 บาท จำเลยมีนโยบายและดำเนินการชักจูงนักศึกษาสาขาบัญชีที่ใกล้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มาทำงานกับจำเลยหลังสำเร็จการศึกษาในอัตราค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ในขณะที่จำเลยอ้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนให้บริษัทจำเลยอยู่รอดโดยวิธีเลือกปลดลูกจ้างประมาณ 70 คน รวมทั้งโจทก์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 จำเลยจัดทำหนังสือขอรับข้อเสนอให้ลูกจ้างที่ถูกเลือกปลดออก ลงลายมือชื่อยินยอมเลิกสัญญาจ้างและยอมรับค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องและฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีก ครั้งแรกโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนอไปแล้ว ต่อมาโจทก์คิดทบทวนใหม่จึงตามไปขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกและวันรุ่งขึ้นโจทก์ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัทคืนจำเลยไม่ได้ทำงานกับจำเลยอีก จำเลยติดต่อให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนออีกแต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงมีหนังสือส่งถึงโจทก์ทางไปรษณีย์ตอบรับ แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ระบุเหตุเลิกจ้างว่าเนื่องจากปรับโครงสร้างขององค์กรในด้านผลการประกอบกิจการของจำเลยปรากฏว่า มีกำไรมาโดยตลอด ในปี 2551 จำเลยมีกำไร 62,540,000 บาท ลดลงจากปี 2550 เพียง 3,000,000 บาท ซึ่งจำเลยอ้างว่าผลกำไรเกิดจากการที่จำเลยลดค่าใช้จ่ายโดยปลดลูกจ้างออกเพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะสม ขณะเดียวกันจำเลยจ้างพนักงานด้านบัญชีใหม่ประมาณ 200 คน และยังคงประชาสัมพันธ์รับพนักงานใหม่ทางอินเทอร์เน็ตอยู่ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ผลประกอบการมีกำไร ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันควร จึงถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า หนังสือขอรับข้อเสนอที่โจทก์ลงลายมือชื่อไปแล้วขีดฆ่าออกภายหลังมีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวมเป็นเงินสุทธิ 911,041 บาท โดยไม่ติดใจจะเรียกร้อง ฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้นนั้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เมื่อเอกสารดังกล่าวฝ่ายจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการแก้ไขขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสีย ก่อนมีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพันไป ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลผูกพันบังคับกันได้ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต่างสมัครใจยกเลิกหนังสือขอรับข้อเสนอไม่อาจบังคับตามหนังสือนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้เข้าปฏิบัติงานกับจำเลยนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2552 จนถึงวันฟ้อง ถือว่าโจทก์ขาดงานเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกัน เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ แก่โจทก์ การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ แก่โจทก์ไปด้วย จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้วนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์โดยขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การสืบพยานในคดีแรงงานมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติวิธีการซักถามพยานไว้โดยเฉพาะแล้วว่า ให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น ก็บัญญัติให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง จึงไม่เป็นการถามค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 เมื่อการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแรงงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง มาอนุโลมใช้บังคับแก่การพิจารณาสืบพยานในศาลแรงงานได้ ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งนำสืบในภายหลังโดยโจทก์มิได้ซักถามพยานจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์จะนำสืบในภายหลัง เพื่อให้พยานจำเลยได้อธิบายถึงข้อความเหล่านั้นก่อน จึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วาสนา หงส์เจริญ-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-สุนันท์ ชัยชูสอน) ศาลแรงงานกลาง - นางอมรา พงค์ศิริกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.274/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ3960/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ472/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571924
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นางอมรา พงค์ศิริกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081975438"
    }
}
date
2557
deka_no
14810/2557
deka_running_no
14810
deka_year
2557
department
แรงงาน
judges
[
    "วาสนา หงส์เจริญ",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "สุนันท์ ชัยชูสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 361"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาววันทนีย์ เจียงวัฒนชัยกุล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเคพีเอ็มจีภูมิไชยสอบบัญชี จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนและให้บริษัทอยู่รอด โจทก์แสดงเจตนายอมรับข้อเสนอของจำเลย และได้รับเงินค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและวันหยุดวันลาไปครบถ้วนตามกฎหมาย จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยในปี 2546 โดยนับอายุงานต่อเนื่องมาจากการทำงานกับบริษัทเคพีเอ็มจีพีทมาร์วิคสุธี จำกัด ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 และบริษัทเคพีเอ็มจี ออดิท ประเทศไทย ปี 2541 ตามลำดับ รวมอายุการทำงานทั้งสิ้น 15 ปี โจทก์ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการแผนกวางแผนทรัพยากร อัตราค่าจ้างเดือนละ 80,500 บาท จำเลยมีนโยบายและดำเนินการชักจูงนักศึกษาสาขาบัญชีที่ใกล้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มาทำงานกับจำเลยหลังสำเร็จการศึกษาในอัตราค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ในขณะที่จำเลยอ้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนให้บริษัทจำเลยอยู่รอดโดยวิธีเลือกปลดลูกจ้างประมาณ 70 คน รวมทั้งโจทก์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 จำเลยจัดทำหนังสือขอรับข้อเสนอให้ลูกจ้างที่ถูกเลือกปลดออก ลงลายมือชื่อยินยอมเลิกสัญญาจ้างและยอมรับค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องและฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีก ครั้งแรกโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนอไปแล้ว ต่อมาโจทก์คิดทบทวนใหม่จึงตามไปขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกและวันรุ่งขึ้นโจทก์ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัทคืนจำเลยไม่ได้ทำงานกับจำเลยอีก จำเลยติดต่อให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนออีกแต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงมีหนังสือส่งถึงโจทก์ทางไปรษณีย์ตอบรับ แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ระบุเหตุเลิกจ้างว่าเนื่องจากปรับโครงสร้างขององค์กรในด้านผลการประกอบกิจการของจำเลยปรากฏว่า มีกำไรมาโดยตลอด ในปี 2551 จำเลยมีกำไร 62,540,000 บาท ลดลงจากปี 2550 เพียง 3,000,000 บาท ซึ่งจำเลยอ้างว่าผลกำไรเกิดจากการที่จำเลยลดค่าใช้จ่ายโดยปลดลูกจ้างออกเพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะสม ขณะเดียวกันจำเลยจ้างพนักงานด้านบัญชีใหม่ประมาณ 200 คน และยังคงประชาสัมพันธ์รับพนักงานใหม่ทางอินเทอร์เน็ตอยู่ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ผลประกอบการมีกำไร ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันควร จึงถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า หนังสือขอรับข้อเสนอที่โจทก์ลงลายมือชื่อไปแล้วขีดฆ่าออกภายหลังมีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวมเป็นเงินสุทธิ 911,041 บาท โดยไม่ติดใจจะเรียกร้อง ฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้นนั้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เมื่อเอกสารดังกล่าวฝ่ายจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการแก้ไขขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสีย ก่อนมีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพันไป ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลผูกพันบังคับกันได้ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต่างสมัครใจยกเลิกหนังสือขอรับข้อเสนอไม่อาจบังคับตามหนังสือนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้เข้าปฏิบัติงานกับจำเลยนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2552 จนถึงวันฟ้อง ถือว่าโจทก์ขาดงานเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกัน เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเงินสิทธิประโยชน์ใด ๆ แก่โจทก์ การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ แก่โจทก์ไปด้วย จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้วนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้

มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์โดยขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การสืบพยานในคดีแรงงานมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง บัญญัติวิธีการซักถามพยานไว้โดยเฉพาะแล้วว่า ให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น ก็บัญญัติให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง จึงไม่เป็นการถามค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 เมื่อการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแรงงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง มาอนุโลมใช้บังคับแก่การพิจารณาสืบพยานในศาลแรงงานได้ ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งนำสืบในภายหลังโดยโจทก์มิได้ซักถามพยานจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์จะนำสืบในภายหลัง เพื่อให้พยานจำเลยได้อธิบายถึงข้อความเหล่านั้นก่อน จึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ3960/2552
primary_red_case_no
พ472/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000318.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.274/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557