คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452/2557 ฉบับเต็ม

#571927
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10452/2557 นางสึ่ม เกาะสระน้อย โจทก์ บริษัทอุตสาหกรรมโคราช จำกัด กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 180 วรรคแรก การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองดังกล่าวเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การส่งหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 180 วรรคแรก ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่าง ให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองที่ดินของนายอ่าง ตามสำเนาคำฟ้องและสำนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ได้เบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 ทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในวันนั้นและมีการส่งหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 มีนาคม 2536 เป็นพยานหลักฐานซึ่งมีใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ไว้เป็นประกันการกู้ยืม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำเบิกความ ในวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่1 ตามหนังสือรับรอง ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษา มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่างเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา จำเลยที่ 1 บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการรับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ของนายอ่างไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมจำนองแทนจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจตามสำเนา ที่มีการส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าวก็ระบุเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการรับจำนองที่ดินแปลงเดียวกันนั้น อันเป็นการสอดคล้องกับเนื้อหาที่บรรยายไว้ในคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง แม้จะปรากฏว่าตามวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทที่ว่า จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอื่นอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัทตามหนังสือรับรองก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์อ้าง การส่งหนังสือมอบอำนาจ เป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษจึงไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาของโจทก์ (จักรกฤช เจริญเลิศ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-สุนันท์ ชัยชูสอน) ศาลแขวงนครราชสีมา - นายธิติพันธุ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายรัฐพลี ตั้งใจตรง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1181/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ362/2553 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ7395/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571927
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครราชสีมา",
        "judge": "นายธิติพันธุ์ วงษ์พิทักษ์โรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นายรัฐพลี ตั้งใจตรง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976585"
    }
}
date
2557
deka_no
10452/2557
deka_running_no
10452
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "จักรกฤช เจริญเลิศ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "สุนันท์ ชัยชูสอน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 180 วรรคแรก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสึ่ม เกาะสระน้อย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอุตสาหกรรมโคราช จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 180 วรรคแรก

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 4,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา อันเป็นคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่าง ให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนองที่ดินของนายอ่าง ตามสำเนาคำฟ้องและสำนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 4 ได้เบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 ทำหน้าที่เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ในวันนั้นและมีการส่งหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 17 มีนาคม 2536 เป็นพยานหลักฐานซึ่งมีใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการทำสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ตำบลตะคุ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ไว้เป็นประกันการกู้ยืม โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจแต่ไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาคำเบิกความ ในวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จึงมีผลผูกพันจำเลยที่1 ตามหนังสือรับรอง ศาลจังหวัดนครราชสีมาพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย มิฉะนั้นให้บังคับจำนองที่ดินดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษา มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในฐานะทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอ่างเป็นคดีหมายเลขดำที่ 2686/2543 ของศาลจังหวัดนครราชสีมา จำเลยที่ 1 บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการรับจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 4273 ของนายอ่างไว้ชัดเจนว่า จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับมอบอำนาจในการทำนิติกรรมจำนองแทนจำเลยที่ 1 และหนังสือมอบอำนาจตามสำเนา ที่มีการส่งเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีดังกล่าวก็ระบุเป็นใจความว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการผู้มีอำนาจ มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในการรับจำนองที่ดินแปลงเดียวกันนั้น อันเป็นการสอดคล้องกับเนื้อหาที่บรรยายไว้ในคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง แม้จะปรากฏว่าตามวันที่ลงในหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อร่วมกันในช่องผู้มอบอำนาจโดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามที่มีการจดทะเบียนต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับเรื่องจำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทที่ว่า จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 หรือกรรมการอื่นอีก 2 คน คนใดคนหนึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการชุดอื่นอีก 1 คน รวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของบริษัทตามหนังสือรับรองก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองเท่านั้น และจะมีผลต่อรูปคดีหรือไม่เพียงใดเป็นเรื่องที่ศาลในคดีดังกล่าวจะพิจารณาวินิจฉัย หนังสือมอบอำนาจจึงไม่ใช่พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพราะเหตุจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ดังที่โจทก์อ้าง การส่งหนังสือมอบอำนาจ เป็นพยานหลักฐานต่อศาลจึงไม่เป็นความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น ฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หนักขึ้นโดยไม่รอการลงโทษจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ยกฎีกาของโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ362/2553
primary_red_case_no
อ7395/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000328.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1181/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557