คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20586 -ที่ 20591/2556 ฉบับเต็ม

#571933
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20586 - 20591/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นางสุจิตรา วิชิตนาค จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 157, มาตรา 341 ป.วิ.อ. มาตรา 120 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 88, มาตรา 89 แม้จำเลยจะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่จำเลยก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งคดีนี้เกิดก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับ แม้พนักงานสอบสวนจะพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลย หลังจากที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว และพนักงานสอบสวนมิได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษก็ตาม ก็หาทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจหน้าที่สอบสวนโดยชอบในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นต้องเสียไป และมีผลทำให้การสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ___________________________ คดีหกสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2549 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดสำนวนว่า จำเลย แต่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2549 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งหกสำนวนนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกสำนวนเป็นใจความว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ได้รับไปจากผู้เสียหายในแต่ละสำนวนรวมเป็นเงิน 6,371,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งหกสำนวนต่อกัน จำเลยทั้งหกสำนวนให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวมหกสำนวน จำคุกสำนวนละ 2 ปี นับโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1177/2549, 1179/2549 และ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ (ที่ถูก นับโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1173/2549, 1174/2549, 1175/2549, 1176/2549, 1177/2549 และ 1179/2549 ของศาลชั้นต้น ติดต่อกัน) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินในคดีหมายเลขแดงที่ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,260,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1174/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,469,900 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1175/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 900,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1176/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,050,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1177/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 825,000 บาท และคดีหมายเลขแดงที่ 1179/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 867,000 บาท (ที่ถูก แก่ผู้เสียหาย) ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งหกสำนวนฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พนักงานสอบสวนพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยหลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวัน การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่จำเลยก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งคดีนี้เกิดก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี จะพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยหลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมิได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษก็ตาม ก็หาทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจหน้าที่สอบสวนโดยชอบในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นต้องเสียไป และมีผลทำให้การสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-นิพนธ์ ใจสำราญ-สุรทิน สาเรือง) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายมนต์ชัย สิรินิจศรีวงศ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสังคม สุภาผล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2291-2296/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ333/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1173/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571933
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นายมนต์ชัย สิรินิจศรีวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายสังคม สุภาผล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979182"
    }
}
date
2556
deka_no
20591/2556
deka_running_no
20591
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "สุรทิน สาเรือง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 157",
            "ม. 341"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 88",
            "ม. 89"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสุจิตรา วิชิตนาค"
    }
]
long_text
คดีหกสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2549 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งเจ็ดสำนวนว่า โจทก์และเรียกจำเลยทั้งเจ็ดสำนวนว่า จำเลย แต่คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1178/2549 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งหกสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกสำนวนเป็นใจความว่าขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 157, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ได้รับไปจากผู้เสียหายในแต่ละสำนวนรวมเป็นเงิน 6,371,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งหกสำนวนต่อกัน

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 341 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวมหกสำนวน จำคุกสำนวนละ 2 ปี นับโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1177/2549, 1179/2549 และ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ (ที่ถูก นับโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 1173/2549, 1174/2549, 1175/2549, 1176/2549, 1177/2549 และ 1179/2549 ของศาลชั้นต้น ติดต่อกัน) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินในคดีหมายเลขแดงที่ 1173/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,260,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1174/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,469,900 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1175/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 900,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1176/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 1,050,000 บาท คดีหมายเลขแดงที่ 1177/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 825,000 บาท และคดีหมายเลขแดงที่ 1179/2549 ของศาลชั้นต้น จำนวน 867,000 บาท (ที่ถูก แก่ผู้เสียหาย) ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งหกสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต พนักงานสอบสวนพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยหลังจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์หรือมีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่บุคคลตามมาตรา 66 อันเนื่องมาจากได้กระทำการตามมาตรา 88 ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพื่อจะดำเนินการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ฯลฯ คดีนี้พนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาภายในสามสิบวัน การสอบสวนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แต่จำเลยก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งคดีนี้เกิดก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้บังคับ แม้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี จะพบการกระทำความผิดและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยหลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมิได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษก็ตาม ก็หาทำให้การสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจหน้าที่สอบสวนโดยชอบในขณะที่ความผิดเกิดขึ้นต้องเสียไป และมีผลทำให้การสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ333/2547
primary_red_case_no
อ1173/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000351.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2291-2296/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20586 -
year
2556