คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20484/2556 ฉบับเต็ม

#571935
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 20484/2556 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ โจทก์ ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการประจำศาลแขวง สมุทรปราการ ผู้ร้อง นางณภัทรกรณ์หรือนัฐบงกช วิมุกตะลพหรือโอดี ผู้คัดค้าน นายสมบัติ เวชสุวรรณ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) แม้ขณะที่ผู้คัดค้านผิดสัญญาประกัน พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกัน ตาม พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นก็ตาม แต่เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมความใน ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง โดยวางหลักเกณฑ์ว่า หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าวด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ผู้ที่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงตกแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกัน มิใช่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้าน นางกาญจนา และนางจรรยา ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยนางกาญจนาและนางจรรยาใช้ตำแหน่งข้าราชการครูเป็นหลักประกันในวงเงินคนละสองแสนบาท และผู้คัดค้านวางเงินสดสองหมื่นบาทเป็นประกัน รวมวงเงินทั้งสิ้นสี่แสนสองหมื่นบาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกันสี่แสนบาท ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยหลบหนีไม่มาศาล ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญา ผู้ประกันทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 ศาลชั้นต้นนำเงินสดสองหมื่นบาทที่ผู้คัดค้านวางเป็นหลักประกันมาชำระค่าปรับ วันที่ 29 พฤษภาคม 2545 โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสาม วันที่ 13 มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสาม วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีแก่ผู้ประกันออกไปอีก 3 ปี นับแต่วันครบกำหนดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 23 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีและเพิกถอนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของผู้คัดค้านซึ่งมีอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเคหะร่มเกล้า และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม หากผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีผู้ประกันไม่ถูกต้องอย่างไร ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดีดังกล่าวด้วย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ในขณะที่ผู้คัดค้านผิดสัญญาประกัน พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 ให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 โดยบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีนั้นมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามสัญญาประกันได้เสมือนว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าว และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าวด้วย ทั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ประกันออกไปอีก 3 ปี และต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีและเพิกถอนการอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดีดังกล่าวด้วย ดังนี้ ผู้ที่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คือ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาโจทก์ (มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด-สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร-สมสันต์ ศุภศาสตรสิน) ศาลแขวงสมุทรปราการ - นายกิจจา สมะวรรธนะ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประมวล สุขสมพร แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3041/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2797/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ114/2545 หมายเหตุ ในการบังคับคดีผู้ประกันที่ผิดสัญญาประกันจำเลย ในปัจจุบันมี ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรม หรือผู้อำนวยการแต่ละศาลเป็นผู้มีอำนาจบังคับคดีแต่สำหรับพนักงานอัยการ ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดีในฐานะผู้แทนของรัฐตามอำนาจที่กำหนดใน พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 (8) เช่นเดิม ตามแนวปฏิบัติในการบังคับคดีผู้ประกัน คู่มือการบังคับคดีผู้ประกันในคดีอาญา แต่สำหรับคดีนี้เหตุที่ร่างฯ ออกผลว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิฎีกา เนื่องจากอาศัยข้อเท็จจริงที่พนักงานอัยการโจทก์ มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอมาแต่ต้นจึงมิใช่คู่ความแห่งคดีนี้ โดยวินิจฉัยเทียบเคียงแนวคำพิพากษาฎีกา กรณีโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ ก็ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.7100/2540, ฎ.3380/2537, ฎ745/2534) โดยที่ร่างฯ มิได้ขัดกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายแต่อย่างใด นางสาวกัณณิกา เรืองนิติวิทย์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571935
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงสมุทรปราการ",
        "judge": "นายกิจจา สมะวรรธนะ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายประมวล สุขสมพร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979185"
    }
}
date
2556
deka_no
20484/2556
deka_running_no
20484
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด",
    "สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร",
    "สมสันต์ ศุภศาสตรสิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 119 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานอัยการ พ.ศ.2498",
        "sections": [
            "ม. 11 (8)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ผู้อำนวยการ สำนักอำนวยการประจำศาลแขวง"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "สมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางณภัทรกรณ์หรือนัฐบงกช วิมุกตะลพหรือโอดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมบัติ เวชสุวรรณ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากผู้คัดค้าน นางกาญจนา และนางจรรยา ร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยนางกาญจนาและนางจรรยาใช้ตำแหน่งข้าราชการครูเป็นหลักประกันในวงเงินคนละสองแสนบาท และผู้คัดค้านวางเงินสดสองหมื่นบาทเป็นประกัน รวมวงเงินทั้งสิ้นสี่แสนสองหมื่นบาท ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยโดยตีราคาประกันสี่แสนบาท ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยหลบหนีไม่มาศาล ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันเต็มตามสัญญา ผู้ประกันทั้งสามไม่ชำระค่าปรับ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 ศาลชั้นต้นนำเงินสดสองหมื่นบาทที่ผู้คัดค้านวางเป็นหลักประกันมาชำระค่าปรับ วันที่ 29 พฤษภาคม 2545 โจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสาม วันที่ 13 มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ประกันทั้งสาม วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาบังคับคดีแก่ผู้ประกันออกไปอีก 3 ปี นับแต่วันครบกำหนดวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต วันที่ 23 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีและเพิกถอนการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินฝากของผู้คัดค้านซึ่งมีอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเคหะร่มเกล้า และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขาภิบาล 3 บึงกุ่ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม หากผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีผู้ประกันไม่ถูกต้องอย่างไร ผู้ร้องชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ ให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดีดังกล่าวด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ในขณะที่ผู้คัดค้านผิดสัญญาประกัน พนักงานอัยการมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันตามพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 มาตรา 11 (8) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ต่อมามีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 34 ให้เพิ่มเติมความเป็นวรรคสองของมาตรา 119 โดยบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับคดีตามสัญญาประกัน ให้ศาลชั้นต้นที่พิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีนั้นมีอำนาจออกหมายบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของบุคคลซึ่งต้องรับผิดตามสัญญาประกันได้เสมือนว่าเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา และให้ถือว่าหัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันดังกล่าว และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ดังนี้ อำนาจและหน้าที่ดำเนินคดีในการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาประกันจึงเป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ร้องนับแต่วันดังกล่าวด้วย ทั้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 ผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการบังคับคดีแก่ผู้ประกันออกไปอีก 3 ปี และต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ครั้นวันที่ 23 สิงหาคม 2555 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาบังคับคดีและเพิกถอนการอายัดบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเฉพาะผู้คัดค้าน รวมถึงการดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดีดังกล่าวด้วย ดังนี้ ผู้ที่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คือ ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้ตามสัญญาประกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 โจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2797/2544
primary_red_case_no
อ114/2545
remark
ในการบังคับคดีผู้ประกันที่ผิดสัญญาประกันจำเลย ในปัจจุบันมี ป.วิ.อ. มาตรา 119 วรรคสอง กำหนดให้หัวหน้าสำนักงานประจำศาลยุติธรรม หรือผู้อำนวยการแต่ละศาลเป็นผู้มีอำนาจบังคับคดีแต่สำหรับพนักงานอัยการ ก็ยังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการบังคับคดีในฐานะผู้แทนของรัฐตามอำนาจที่กำหนดใน พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 (8) เช่นเดิม ตามแนวปฏิบัติในการบังคับคดีผู้ประกัน คู่มือการบังคับคดีผู้ประกันในคดีอาญา แต่สำหรับคดีนี้เหตุที่ร่างฯ ออกผลว่าพนักงานอัยการไม่มีสิทธิฎีกา เนื่องจากอาศัยข้อเท็จจริงที่พนักงานอัยการโจทก์ มิได้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอมาแต่ต้นจึงมิใช่คู่ความแห่งคดีนี้ โดยวินิจฉัยเทียบเคียงแนวคำพิพากษาฎีกา กรณีโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ ก็ย่อมไม่มีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.7100/2540, ฎ.3380/2537, ฎ745/2534) โดยที่ร่างฯ มิได้ขัดกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายแต่อย่างใด นางสาวกัณณิกา เรืองนิติวิทย์
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000351.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3041/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556