คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21814/2556 ฉบับเต็ม

#571937
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21814/2556 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายบรรลุ พันธุ์พาณิชย์ กับพวก โจทก์ร่วม จ่าสิบตำรวจปราชญ์พนธ์ สอนพงษ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 72, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 5 (2), มาตรา 30, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่า น. ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ บ. และ อ. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ บ. และ อ. จึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์และฎีกาด้วย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 72, 288 ริบปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายบรรลุ และนางอรุณี บิดามารดาของนางสาวนฤมล ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร จำนวน 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่านางสาวนฤมล ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรลุ และนางอรุณี เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ นายบรรลุและนางอรุณี จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกาด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายบรรลุและนางอรุณีจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของนายบรรลุและนางอรุณี พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายบรรลุ และนางอรุณี ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายบรรลุและนางอรุณี และยกฎีกาของนายบรรลุและนางอรุณี (อดิศักดิ์ ปัตรวลี-ทวีศักดิ์ ทองภักดี-พิศิฏฐ์ สุดลาภา) ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด - นายมานะ ธรรมชุตินันท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3713/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2098/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ3675/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571937
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด",
        "judge": "นายมานะ ธรรมชุตินันท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นางวิไลวรรณ ชิดเชื้อ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978859"
    }
}
date
2556
deka_no
21814/2556
deka_running_no
21814
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "อดิศักดิ์ ปัตรวลี",
    "ทวีศักดิ์ ทองภักดี",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 72",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 5 (2)",
            "ม. 30",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายบรรลุ พันธุ์พาณิชย์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ่าสิบตำรวจปราชญ์พนธ์ สอนพงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 72, 288 ริบปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นายบรรลุ และนางอรุณี บิดามารดาของนางสาวนฤมล ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลาง

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร จำนวน 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฆ่านางสาวนฤมล ผู้ตาย โดยบันดาลโทสะ ผู้ตายจึงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าผู้ตายมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นบิดาและมารดาผู้ตายจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นายบรรลุ และนางอรุณี เข้ามาเป็นโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ดังนี้ นายบรรลุและนางอรุณี จึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกาด้วย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายบรรลุและนางอรุณีจึงเป็นการไม่ชอบ และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของนายบรรลุและนางอรุณี

พิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนายบรรลุ และนางอรุณี ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของนายบรรลุและนางอรุณี และยกฎีกาของนายบรรลุและนางอรุณี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2098/2554
primary_red_case_no
อ3675/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000348.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3713/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556