คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2557 ฉบับเต็ม

#571939
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2557 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นายช้อย ริมเถื่อน จำเลย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42, มาตรา 66 ทวิ วรรคสอง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 และ 66 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 42 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รื้อถอนอาคารพิพาทแล้ว จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อไปจนกว่าจะได้รื้อถอนอาคารพิพาท พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจงดการบังคับชำระค่าปรับรายวันเพราะเหตุจำเลยได้ยกอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์แล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 47, 47 ทวิ, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 69, 71 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเอง จึงต้องรับโทษเป็นสองเท่าของโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ ฐานยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน อีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 รวม 254 วัน เป็นเงิน 50,800 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้อาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน อีกวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 86,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน และปรับ 43,400 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยและบริวาร ผู้รับจ้าง ตัวแทน ออกจากที่ดินที่เกิดเหตุ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 วันที่ 23 เมษายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งหยุดปรับรายวันจำเลยด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดค่าปรับรายวันของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 และ 66 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 42 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รื้อถอนอาคารพิพาทแล้ว จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อไปจนกว่าจะได้รื้อถอนอาคารพิพาท ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้ยกอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์แล้ว ถือว่าสภาพบังคับตามคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าปรับรายวันได้พ้นจากสภาพบังคับนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจงดการบังคับชำระค่าปรับรายวันเพราะเหตุดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (โสฬส สุวรรณเนตร์-เกษม เกษมปัญญา-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายชัยรัตน์ ชูแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางพัชรวรรณ สวัสดิฑัต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4664/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ597/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ574/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571939
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์",
        "judge": "นายชัยรัตน์ ชูแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นางพัชรวรรณ สวัสดิฑัต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081978040"
    }
}
date
2557
deka_no
4382/2557
deka_running_no
4382
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 42",
            "ม. 66 ทวิ วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายช้อย ริมเถื่อน"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 40, 42, 47, 47 ทวิ, 65 วรรคหนึ่ง, 66 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 67 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, 69, 71 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ดำเนินการเอง จึงต้องรับโทษเป็นสองเท่าของโทษสำหรับความผิดนั้น ๆ ฐานยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการก่อสร้าง จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน อีกวันละ 200 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2553 รวม 254 วัน เป็นเงิน 50,800 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งห้ามใช้อาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร จำคุก 4 เดือน และปรับ 10,000 บาท กับให้ปรับจำเลยเป็นรายวัน อีกวันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องกรณีฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน และปรับ 86,800 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน และปรับ 43,400 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยและบริวาร ผู้รับจ้าง ตัวแทน ออกจากที่ดินที่เกิดเหตุ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

วันที่ 23 เมษายน 2555 จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งหยุดปรับรายวันจำเลยด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะงดค่าปรับรายวันของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร วันละ 100 บาท นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระค่าปรับรายวันในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งให้รื้อถอนอาคารจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 42 และ 66 ทวิ วรรคสอง ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา 42 กล่าวคือ จนกว่าจำเลยจะได้รื้อถอนอาคารพิพาทตามมาตรา 42 แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวน ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รื้อถอนอาคารพิพาทแล้ว จำเลยจึงยังคงต้องชำระค่าปรับรายวันตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่อไปจนกว่าจะได้รื้อถอนอาคารพิพาท

ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า จำเลยได้ยกอาคารพิพาทให้เป็นสาธารณสมบัติเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์แล้ว ถือว่าสภาพบังคับตามคำพิพากษาเกี่ยวกับค่าปรับรายวันได้พ้นจากสภาพบังคับนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจงดการบังคับชำระค่าปรับรายวันเพราะเหตุดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ597/2554
primary_red_case_no
อ574/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000341.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4664/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557