คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21188/2556 ฉบับเต็ม

#571941
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21188/2556 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ นายสมหวังหรือหวัง พาลีขันธุ์หรือพาลีขันธ์ หรือพาลีบัตร กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 210 ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งหกเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ตามฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยทั้งหกสมคบกัน และได้ตกลงกันว่าจะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อะไร ของผู้ใด ด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานเป็นซ่องโจร จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92 และ 210 กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 5 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาจริงตามฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 5 นั้น เนื่องจากมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนม พรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้ล้างมลทินแก่จำเลยที่ 5 ซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาและได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 5 มิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน กรณีไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 5 ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พันตำรวจโทพฤฒ และดาบตำรวจบรรจบ กับพวก จับจำเลยทั้งหกได้พร้อมทรัพย์ของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา นำส่งพันตำรวจตรีไพศาล พนักงานสอบสวนดำเนินคดี คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งหกเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ตามฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยทั้งหกสมคบกัน และได้ตกลงกันว่าจะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อะไรของผู้ใด ด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานเป็นซ่องโจร จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์อีกต่อไป พิพากษายืน (สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.8018/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ268/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ806/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571941
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นางมนทกานติ ช้างหัวหน้า"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081979071"
    }
}
date
2556
deka_no
21188/2556
deka_running_no
21188
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 210"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายสมหวังหรือหวัง พาลีขันธุ์หรือพาลีขันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือพาลีบัตร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92 และ 210 กับเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ตามกฎหมาย

จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 5 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาจริงตามฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 9 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 5 นั้น เนื่องจากมีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนม พรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ให้ล้างมลทินแก่จำเลยที่ 5 ซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาและได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 อันเป็นวันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 5 มิได้เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน กรณีไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยที่ 5 ได้ ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้

จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พันตำรวจโทพฤฒ และดาบตำรวจบรรจบ กับพวก จับจำเลยทั้งหกได้พร้อมทรัพย์ของกลาง ตามบัญชีของกลางคดีอาญา นำส่งพันตำรวจตรีไพศาล พนักงานสอบสวนดำเนินคดี คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โจทก์ต้องบรรยายฟ้องถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งหกได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยทั้งหกเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ตามฟ้องของโจทก์ โจทก์มิได้บรรยายว่า จำเลยทั้งหกสมคบกัน และได้ตกลงกันว่าจะกระทำความผิดฐานลักทรัพย์อะไรของผู้ใด ด้วยวิธีการอย่างไร อันเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานเป็นซ่องโจร จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ268/2550
primary_red_case_no
อ806/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000350.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.8018/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556