คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5649/2557 ฉบับเต็ม

#571956
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5649/2557 บริษัทสิน เจี่ย เต็ก จำกัด โจทก์ บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคหนึ่ง, มาตรา 454 วรรคสอง ข้อความแห่งสัญญาซื้อขายเป็นข้อตกลงกำหนดล่วงหน้าว่า โจทก์และจำเลยตกลงซื้อขายยางธรรมชาติ จำนวนโดยประมาณ มิใช่เป็นการตกลงซื้อขายยางโดยมีจำนวนและราคาที่แน่นอนแล้ว และจำเลยต้องส่งมอบยางให้แก่โจทก์เมื่อใด อันจะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติต่างตอบแทนกัน จำเลยยังจะต้องรอให้โจทก์มีคำสั่งซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเสียก่อน จำเลยจึงจะส่งยางให้แก่โจทก์ แสดงว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นสัญญาซื้อขายก็ต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จไปยังจำเลยแล้ว จึงมีลักษณะเป็นเพียงคำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จะมีการซื้อหรือขายว่า จำเลยจะขายยางให้แก่โจทก์ ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคหนึ่ง มิใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะขายหรือจะซื้อ คำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์มิได้มีกำหนดเวลา เมื่อจำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ตอบมาเป็นที่แน่นอนภายในกำหนดเวลาพอสมควรว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคสอง เสียก่อน จึงเป็นการบอกเลิกคำมั่นโดยมิชอบ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,126,866 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,553,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 6,553,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ทำสัญญาซื้อยางธรรมชาติ ชนิดเอสทีอาร์ 20 ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท จากจำเลย วันที่ 6 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 1 จำนวน 80,640 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,874,880 บาท โจทก์ชำระราคายางให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบยางให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว วันที่ 7 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 2 จำนวน 120,960 กิโลกรัม เป็นเงิน 2,812,320 บาท โจทก์ชำระราคายางให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบยางให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว วันที่ 20 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 3 จำนวน 100,800 กิโลกรัม เป็นเงิน 4,687,200 บาท โดยโอนเงิน 4,652,046 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 35,154 บาท แต่วันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยโอนเงินคืนให้แก่โจทก์ วันที่ 27 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 4 จำนวน 302,400 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,030,800 บาท โดยโอนเงิน 6,978,069 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 52,731 บาท แต่วันที่ 28 มีนาคม 2545 จำเลยโอนเงินคืนให้แก่โจทก์ อ้างว่าสัญญาเลิกกันแล้ว ต่อมาจำเลยเสนอขายยางให้แก่โจทก์ในราคาใหม่ โดยวันที่ 4 เมษายน 2545 เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 27.50 บาท และวันที่ 17 เมษายน 2545 เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 26 บาท มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ซื้อยางและชำระราคาภายใน 10 วัน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย ดังนี้ นิติสัมพันธ์อันจะก่อให้เกิดเป็นสัญญาซื้อขายจึงเป็นเรื่องที่ผู้ขายได้โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงที่จะชำระราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ขาย แต่ตามสัญญาพร้อมคำแปลที่มีข้อความว่า สินค้า : ยางธรรมชาติ เอสทีอาร์ 20 ปริมาณ : 80 ตู้ ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ตัน ราคา : กิโลกรัมละ 23.25 บาท การส่งมอบ : ผู้ซื้อจัดเตรียมตู้จนถึงโรงงานผู้ขาย การชำระเงิน : โอนเงินก่อนส่งมอบ ข้อความแห่งสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่เพียงแต่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่า โจทก์และจำเลยตกลงที่จะซื้อขายยางธรรมชาติเอสทีอาร์ 20 กัน จำนวนโดยประมาณ ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นการตกลงซื้อขายยางกันโดยมีจำนวนและราคาที่แน่นอนแล้วว่ามีเท่าใดและจำเลยจะต้องส่งมอบยางให้แก่โจทก์เมื่อใด ในอันที่จะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติต่างตอบแทนซึ่งกันและกันอย่างหนึ่งอย่างใดได้เลย ยิ่งกว่านั้น ในทางปฏิบัติจำเลยยังจะต้องรอให้โจทก์มีคำสั่งซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเสียก่อน จำเลยจึงจะส่งยางไปให้แก่โจทก์และตามจำนวนเท่าที่สั่งซื้อมิได้มากไปกว่านั้น ดังเช่นที่ภายหลังการทำสัญญา โจทก์ได้สั่งซื้อยางจากจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2545 และวันที่ 7 มีนาคม 2545 อันแสดงว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นการซื้อขายก็ต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จไปยังจำเลยแล้ว กับเชื่อได้ว่าหากราคายางตามท้องตลาดลดลงต่ำกว่ากิโลกรัมละ 23.25 บาท โจทก์คงไม่สั่งซื้อยางจากจำเลยเป็นแน่ ตามสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเพียงคำมั่นที่จำเลยได้ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จะมีการซื้อหรือขายว่า จำเลยจะขายยางให้แก่โจทก์ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะขายหรือจะซื้อ จำเลยจึงหาได้ผิดสัญญาซื้อขายหรือผิดสัญญาจะขายหรือจะซื้อต่อโจทก์ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อย่างไรก็ตาม เมื่อคำมั่นมีหลักฐานเป็นหนังสือดังปรากฏตามสัญญาดังกล่าวซึ่งฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่สืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร เมื่อคำมั่นตามสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวของโจทก์ในการสั่งซื้อ ดังนั้น ที่พยานจำเลยเบิกความว่า โจทก์จะต้องซื้อยางและชำระราคาให้เสร็จภายในวันที่ 10 มีนาคม 2545 ย่อมถือว่าเป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง ทั้งมิใช่เป็นการนำสืบเพื่อตีความสัญญา เพราะคำมั่นที่ไม่มีกำหนดเวลามีผลผูกพันผู้ให้คำมั่นโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงต้องถือว่าคำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์มิได้มีกำหนดเวลา เช่นนี้แม้ได้ความว่าในวันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ตอบมาเป็นที่แน่นอนภายในกำหนดเวลาพอสมควรว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคสอง เสียก่อน จึงเป็นการบอกเลิกคำมั่นโดยไม่ชอบ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ธีระพงศ์ จิระภาค-ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดสงขลา - นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1671/2550 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ก2319/2545 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2364/2547 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571956
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977709"
    }
}
date
2557
deka_no
5649/2557
deka_running_no
5649
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 454 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 454 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสิน เจี่ย เต็ก จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,126,866 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,553,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 6,553,440 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2545 โจทก์ทำสัญญาซื้อยางธรรมชาติ ชนิดเอสทีอาร์ 20 ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท จากจำเลย วันที่ 6 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 1 จำนวน 80,640 กิโลกรัม เป็นเงิน 1,874,880 บาท โจทก์ชำระราคายางให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบยางให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว วันที่ 7 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 2 จำนวน 120,960 กิโลกรัม เป็นเงิน 2,812,320 บาท โจทก์ชำระราคายางให้แก่จำเลยและจำเลยส่งมอบยางให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว วันที่ 20 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 3 จำนวน 100,800 กิโลกรัม เป็นเงิน 4,687,200 บาท โดยโอนเงิน 4,652,046 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 35,154 บาท แต่วันที่ 21 มีนาคม 2545 จำเลยโอนเงินคืนให้แก่โจทก์ วันที่ 27 มีนาคม 2545 โจทก์ซื้อยางงวดที่ 4 จำนวน 302,400 กิโลกรัม เป็นเงิน 7,030,800 บาท โดยโอนเงิน 6,978,069 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 52,731 บาท แต่วันที่ 28 มีนาคม 2545 จำเลยโอนเงินคืนให้แก่โจทก์ อ้างว่าสัญญาเลิกกันแล้ว ต่อมาจำเลยเสนอขายยางให้แก่โจทก์ในราคาใหม่ โดยวันที่ 4 เมษายน 2545 เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 27.50 บาท และวันที่ 17 เมษายน 2545 เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 26 บาท

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยผิดสัญญาต่อโจทก์และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ซื้อยางและชำระราคาภายใน 10 วัน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้น เห็นว่า สัญญาซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 453 คือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขาย ดังนี้ นิติสัมพันธ์อันจะก่อให้เกิดเป็นสัญญาซื้อขายจึงเป็นเรื่องที่ผู้ขายได้โอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงที่จะชำระราคาทรัพย์สินให้แก่ผู้ขาย แต่ตามสัญญาพร้อมคำแปลที่มีข้อความว่า

สินค้า : ยางธรรมชาติ เอสทีอาร์ 20

ปริมาณ : 80 ตู้ ประมาณ 1,700 ถึง 1,800 ตัน

ราคา : กิโลกรัมละ 23.25 บาท

การส่งมอบ : ผู้ซื้อจัดเตรียมตู้จนถึงโรงงานผู้ขาย

การชำระเงิน : โอนเงินก่อนส่งมอบ

ข้อความแห่งสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่เพียงแต่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่า โจทก์และจำเลยตกลงที่จะซื้อขายยางธรรมชาติเอสทีอาร์ 20 กัน จำนวนโดยประมาณ ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท เท่านั้น มิใช่เป็นการตกลงซื้อขายยางกันโดยมีจำนวนและราคาที่แน่นอนแล้วว่ามีเท่าใดและจำเลยจะต้องส่งมอบยางให้แก่โจทก์เมื่อใด ในอันที่จะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายพึงต้องปฏิบัติต่างตอบแทนซึ่งกันและกันอย่างหนึ่งอย่างใดได้เลย ยิ่งกว่านั้น ในทางปฏิบัติจำเลยยังจะต้องรอให้โจทก์มีคำสั่งซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเสียก่อน จำเลยจึงจะส่งยางไปให้แก่โจทก์และตามจำนวนเท่าที่สั่งซื้อมิได้มากไปกว่านั้น ดังเช่นที่ภายหลังการทำสัญญา โจทก์ได้สั่งซื้อยางจากจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2545 และวันที่ 7 มีนาคม 2545 อันแสดงว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นการซื้อขายก็ต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จไปยังจำเลยแล้ว กับเชื่อได้ว่าหากราคายางตามท้องตลาดลดลงต่ำกว่ากิโลกรัมละ 23.25 บาท โจทก์คงไม่สั่งซื้อยางจากจำเลยเป็นแน่ ตามสัญญาดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นเพียงคำมั่นที่จำเลยได้ให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จะมีการซื้อหรือขายว่า จำเลยจะขายยางให้แก่โจทก์ในราคากิโลกรัมละ 23.25 บาท ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยฝ่ายเดียว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะขายหรือจะซื้อ จำเลยจึงหาได้ผิดสัญญาซื้อขายหรือผิดสัญญาจะขายหรือจะซื้อต่อโจทก์ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อย่างไรก็ตาม เมื่อคำมั่นมีหลักฐานเป็นหนังสือดังปรากฏตามสัญญาดังกล่าวซึ่งฟ้องร้องบังคับคดีได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสอง อันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง จึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ที่ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลที่สืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร เมื่อคำมั่นตามสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาไว้เพื่อการบอกกล่าวของโจทก์ในการสั่งซื้อ ดังนั้น ที่พยานจำเลยเบิกความว่า โจทก์จะต้องซื้อยางและชำระราคาให้เสร็จภายในวันที่ 10 มีนาคม 2545 ย่อมถือว่าเป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญาดังกล่าว จึงต้องห้ามมิให้รับฟัง ทั้งมิใช่เป็นการนำสืบเพื่อตีความสัญญา เพราะคำมั่นที่ไม่มีกำหนดเวลามีผลผูกพันผู้ให้คำมั่นโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงต้องถือว่าคำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์มิได้มีกำหนดเวลา เช่นนี้แม้ได้ความว่าในวันที่ 20 มีนาคม 2545 จำเลยบอกเลิกสัญญาต่อโจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ตอบมาเป็นที่แน่นอนภายในกำหนดเวลาพอสมควรว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 454 วรรคสอง เสียก่อน จึงเป็นการบอกเลิกคำมั่นโดยไม่ชอบ

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ก2319/2545
primary_red_case_no
พ2364/2547
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000338.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1671/2550
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557