คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10552/2557 ฉบับเต็ม

#571958
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10552/2557 ร้อยเอกเธียร สุขวัฒก์ โจทก์ ร้อยตรีพรชัยหรือจ่าสิบเอกพรชัย สุขวัฒก์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) การที่จำเลยกล่าวต่อโจทก์ซึ่งเป็นบิดาโดยใช้คำว่ามึงกู เป็นคำหยาบไม่ให้ความเคารพโจทก์ ส่วนข้อความที่ว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปนานแล้ว" เป็นการกล่าวเพื่อลำเลิกบุญคุณ ที่จำเลยเคยช่วยเหลือโจทก์ในอดีตเท่านั้น หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ คำกล่าวนี้ยังไม่ถึงขนาดที่จะพอฟังได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 531 (2) ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพูดกับโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปตั้งนานแล้ว" หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นางสาวเนตรนภาและนายพิศาลมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ส่วนนายเจษฎา เป็นลูกจ้างและหลานนายพิศาลย่อมเบิกความเข้าข้างโจทก์ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังนั้น เห็นว่า การที่พยานเป็นญาติกันหรือมีเหตุโกรธเคืองกันจนอาจมีการเบิกความช่วยเหลือกันได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ข้อที่บ่งชี้ให้เห็นว่าพยานเหล่านั้นเบิกความไม่เป็นความจริง เมื่อพยานแต่ละปากเบิกความได้สอดคล้องต้องกันกับโจทก์ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่จะต้องปรักปรำให้ร้ายจำเลยแล้ว คำเบิกความของพยานย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำคำเบิกความของพยานมารับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ แล้วเชื่อว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาว่า ถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น เมื่อพิจารณาถ้อยคำดังกล่าวที่จำเลยผู้เป็นบุตรกล่าวต่อโจทก์ผู้เป็นบิดาโดยใช้คำว่ามึงกูนั้น เป็นคำหยาบไม่ให้ความเคารพโจทก์ซึ่งเป็นบิดา ส่วนข้อความที่ว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปนานแล้ว" นั้น เป็นการกล่าวเพื่อลำเลิกบุญคุณ ที่จำเลยเคยช่วยเหลือโจทก์ในอดีตเท่านั้น หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ คำกล่าวนี้ยังไม่ถึงขนาดที่จะพอฟังได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (มานัส เหลืองประเสริฐ-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสาวมณฑิรา จำนงค์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2104/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ611/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1570/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571958
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนครราชสีมา",
        "judge": "นายนิวัฒน์ ปิ่นสุวรรณ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางสาวมณฑิรา จำนงค์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976580"
    }
}
date
2557
deka_no
10552/2557
deka_running_no
10552
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 531 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ร้อยเอกเธียร สุขวัฒก์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ร้อยตรีพรชัยหรือจ่าสิบเอกพรชัย สุขวัฒก์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 169085 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยพูดกับโจทก์ด้วยถ้อยคำว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปตั้งนานแล้ว" หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นางสาวเนตรนภาและนายพิศาลมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ส่วนนายเจษฎา เป็นลูกจ้างและหลานนายพิศาลย่อมเบิกความเข้าข้างโจทก์ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังนั้น เห็นว่า การที่พยานเป็นญาติกันหรือมีเหตุโกรธเคืองกันจนอาจมีการเบิกความช่วยเหลือกันได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ข้อที่บ่งชี้ให้เห็นว่าพยานเหล่านั้นเบิกความไม่เป็นความจริง เมื่อพยานแต่ละปากเบิกความได้สอดคล้องต้องกันกับโจทก์ โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่จะต้องปรักปรำให้ร้ายจำเลยแล้ว คำเบิกความของพยานย่อมมีน้ำหนักให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำคำเบิกความของพยานมารับฟังประกอบคำเบิกความของโจทก์ แล้วเชื่อว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยกล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาว่า ถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์นั้น เมื่อพิจารณาถ้อยคำดังกล่าวที่จำเลยผู้เป็นบุตรกล่าวต่อโจทก์ผู้เป็นบิดาโดยใช้คำว่ามึงกูนั้น เป็นคำหยาบไม่ให้ความเคารพโจทก์ซึ่งเป็นบิดา ส่วนข้อความที่ว่า "ถ้ากูไม่ช่วยมึง มึงติดคุกไปนานแล้ว" นั้น เป็นการกล่าวเพื่อลำเลิกบุญคุณ ที่จำเลยเคยช่วยเหลือโจทก์ในอดีตเท่านั้น หาใช่เจตนาทำให้โจทก์ต้องเสียชื่อเสียงหรือเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรงไม่ คำกล่าวนี้ยังไม่ถึงขนาดที่จะพอฟังได้ว่า จำเลยประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 (2) และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ611/2555
primary_red_case_no
พ1570/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000328.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2104/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557