คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2557 ฉบับเต็ม

#571980
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2557 บริษัททีโอเอเพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด โจทก์ นายสุธี เจริญศรีสันต์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 5 ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่กำหนดว่า ภายในระยะเวลา 3 ปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 จะไม่ไปประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ หรือมีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ เป็นเพียงข้อจำกัดห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยระบุจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด โดยยังสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานในด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงได้ ทั้งข้อห้ามดังกล่าวก็มีผลเพียง 3 ปีเท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ และเป็นธรรมแก่คู่กรณีแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 38,040 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกจากงาน จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า บริษัทเบเยอร์ จำกัด นายจ้างใหม่ของจำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ลาออกจากโจทก์ เป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการขายสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ อันมีลักษณะเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสีทาอาคารในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนบริษัทเบเยอร์ จำกัด ก็ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสีทาอาคารภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน จึงเห็นว่าโจทก์กับบริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจขายสินค้าที่เป็นชนิดและประเภทเดียวกันในประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นคู่แข่งทางการค้าต่อกัน กรณีต้องด้วยสัญญาจ้างงานที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องไม่มีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์ว่า สัญญาจ้างงานมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างงาน ข้อ 8 ดังกล่าวมีข้อความว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 จะไม่ไปประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ หรือมีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ภายในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้างต้นเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยระบุจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานในด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงนี้ได้ ทั้งข้อห้ามจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงก็มีผลเพียง 3 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นพนักงานของโจทก์เท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ และเป็นธรรมแก่คู่กรณีแล้วมีผลใช้บังคับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างงาน ข้อ 8 ต่อโจทก์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (อนันต์ ชุมวิสูตร-ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์-สุนทร ทรงฤกษ์) ศาลแรงงานกลาง - นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.981/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สป3569/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สป956/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
571980
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายศุภกฤษฎิ์ สามิบัติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081977143"
    }
}
date
2557
deka_no
7724/2557
deka_running_no
7724
deka_year
2557
department
แรงงาน
judges
[
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์",
    "สุนทร ทรงฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัททีโอเอเพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุธี เจริญศรีสันต์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 38,040 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกจากงาน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อแรกของโจทก์ว่า บริษัทเบเยอร์ จำกัด นายจ้างใหม่ของจำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ลาออกจากโจทก์ เป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการขายสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ อันมีลักษณะเป็นคู่แข่งทางการค้ากับโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสีทาอาคารในประเทศไทยและต่างประเทศ ส่วนบริษัทเบเยอร์ จำกัด ก็ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายสีทาอาคารภายในประเทศไทยเช่นเดียวกัน จึงเห็นว่าโจทก์กับบริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจขายสินค้าที่เป็นชนิดและประเภทเดียวกันในประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นคู่แข่งทางการค้าต่อกัน กรณีต้องด้วยสัญญาจ้างงานที่ว่าจำเลยที่ 1 ต้องไม่มีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ภายใน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อสองของโจทก์ว่า สัญญาจ้างงานมีผลใช้บังคับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาจ้างงาน ข้อ 8 ดังกล่าวมีข้อความว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยที่ 1 จะไม่ไปประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ หรือมีส่วนร่วมส่งเสริมหรือสนับสนุนบุคคลอื่นในการประกอบธุรกิจประเภทเดียวกับธุรกิจของโจทก์ภายในระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของโจทก์ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ข้างต้นเป็นเพียงข้อจำกัดห้ามการประกอบอาชีพอันเป็นการแข่งขันกับโจทก์โดยระบุจำกัดประเภทธุรกิจไว้อย่างชัดเจน ไม่ได้ห้ามประกอบอาชีพอันเป็นการปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด จำเลยที่ 1 ยังสามารถประกอบอาชีพหรือทำงานในด้านอื่นที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงนี้ได้ ทั้งข้อห้ามจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงก็มีผลเพียง 3 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นพนักงานของโจทก์เท่านั้น จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่รักษาสิทธิและประโยชน์ของคู่กรณีที่เป็นไปโดยชอบในเชิงของการประกอบธุรกิจ ไม่เป็นการปิดทางทำมาหาได้ของฝ่ายใดโดยเด็ดขาดจนไม่อาจดำรงอยู่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่เป็นโมฆะ และเป็นธรรมแก่คู่กรณีแล้วมีผลใช้บังคับได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างงาน ข้อ 8 ต่อโจทก์ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เป็นจำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
สป3569/2551
primary_red_case_no
สป956/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000333.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.981/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557