คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9904/2557 ฉบับเต็ม

#572011
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9904/2557 กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล โดยบริษทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด โจทก์ บริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่ จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 913 (3), มาตรา 1001 เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม เช่นนี้ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวคือ วันที่ทวงถามให้ใช้เงิน ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 913 (3) หาใช่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ เพราะวันดังกล่าวเป็นเพียงวันที่อาจใช้สิทธิทวงถามได้เท่านั้น เมื่อยังไม่ใช้สิทธิทวงถามก็ยังไม่ถึงวันกำหนดใช้เงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะอายุความเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งก็คือวันถึงกำหนดใช้เงิน หนังสือทวงถามกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 รับหนังสือทวงถามวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในวันดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงินได้นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป อายุความเริ่มนับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และยังไม่พ้นกำหนด 3 ปี ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 และมาตรา 1001 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 91,440,739.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1819, 1788 และ 4513 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว (ปราจีนบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของพันเอก (พิเศษ) พล ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในส่วนนี้ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาล 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2526 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินเมื่อทวงถาม 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ จำกัด โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1819, 1788 และ 4513 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว (ปราจีนบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ โดยตกลงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเงินนั้น และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท โดยครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2528 ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2542 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 โจทก์รับโอนหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และสิทธิการรับจำนองจากบริษัทดังกล่าว โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามในวันที่ 20 มกราคม 2547 แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพิกเฉย คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งในสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ขอยอมรับผิดชอบชดใช้เงิน 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย และตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าจะใช้เงินเมื่อทวงถาม เห็นได้ว่า เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม เช่นนี้ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวคือ วันที่ทวงถามให้ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913 (3) หาใช่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าใจไม่ เพราะวันดังกล่าวเป็นเพียงวันที่อาจใช้สิทธิทวงถามได้เท่านั้น เมื่อยังไม่ใช้สิทธิทวงถามก็ยังไม่ถึงวันกำหนดใช้เงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งก็คือวันถึงกำหนดใช้เงิน การที่หนังสือทวงถามกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในวันดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงินได้นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป ดังนี้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และยังไม่พ้นกำหนด 3 ปี ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และมาตรา 1001 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-พิศล พิรุณ-มานัส เหลืองประเสริฐ) ศาลแพ่ง - นายฉัตรชัย ไทรโชต ศาลอุทธรณ์ - นายสัญญา ภูริภักดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1826/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ย1070/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ย171/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
572011
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายฉัตรชัย ไทรโชต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสัญญา ภูริภักดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081976683"
    }
}
date
2557
deka_no
9904/2557
deka_running_no
9904
deka_year
2557
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "พิศล พิรุณ",
    "มานัส เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 913 (3)",
            "ม. 1001"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล โดยบริษทหลักทรัพย์"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ลแคนเนอรี่ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 91,440,739.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 18,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1819, 1788 และ 4513 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว (ปราจีนบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนอง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในฐานะทายาทของพันเอก (พิเศษ) พล ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ในส่วนนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาล 200 บาท แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2526 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินเมื่อทวงถาม 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันดังกล่าวให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ จำกัด โดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1819, 1788 และ 4513 ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว (ปราจีนบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ โดยตกลงกันว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกันอยู่ เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเงินนั้น และจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากนั้น จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่บริษัท โดยครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2528 ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2542 และวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 โจทก์รับโอนหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และสิทธิการรับจำนองจากบริษัทดังกล่าว โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามในวันที่ 20 มกราคม 2547 แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เพิกเฉย คดีคงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน ซึ่งในสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าหากจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยที่ 1 ขอยอมรับผิดชอบชดใช้เงิน 18,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย และตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าจะใช้เงินเมื่อทวงถาม เห็นได้ว่า เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าให้ใช้เงินเมื่อทวงถาม เช่นนี้ วันถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวคือ วันที่ทวงถามให้ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913 (3) หาใช่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าใจไม่ เพราะวันดังกล่าวเป็นเพียงวันที่อาจใช้สิทธิทวงถามได้เท่านั้น เมื่อยังไม่ใช้สิทธิทวงถามก็ยังไม่ถึงวันกำหนดใช้เงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ เพราะอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งก็คือวันถึงกำหนดใช้เงิน การที่หนังสือทวงถามกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือทวงถามเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 ครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในวันดังกล่าวย่อมตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและตั๋วสัญญาใช้เงินได้นับแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป ดังนี้ อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ดังกล่าว ซึ่งเมื่อนับถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2547 อันเป็นวันฟ้องคดีนี้ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน และยังไม่พ้นกำหนด 3 ปี ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และมาตรา 1001 ตามลำดับ ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ย1070/2547
primary_red_case_no
ย171/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000329.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1826/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2557